ผู้เขียน หัวข้อ: รู้ทัน ปราโมชฺโช  (อ่าน 7163 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
รู้ทัน ปราโมชฺโช
« เมื่อ: กันยายน 15, 2011, 02:24:04 pm »
๑.รู้ทัน ประวัติ

จำผิดๆ ถูกๆ ที่ไม่ใช่เรื่องเงิน

ในหนังสือวิมุติปฏิปทา ฉบับพิมพ์แจกตอนที่หลวงพ่อปราโมทย์บวช
(http://www.antiwimutti.net/doc/WimuttiPatipata.pdf)

ในส่วนของบันทึกไม่ลับฯ หน้า ๑๔


ในส่วนของบันเทิงธรรม หน้า ๒๓


***********************************

ในหนังสือหลวงปู่ดูลย์ ที่จัดพิมพ์ปี ๒๕๔๐ โดยธรรมสภา








!!!! ซาบซึ้ง ????



!!!! น้อมคำสอนของท่านมาโดยภาวนาพุทโธ จนจิตสงบแล้วพยายามสังเกตจิตตนเอง ??????
******************

บวชเป็นพระก็เล่าประวัติตนเองเมื่อพบหลวงปู่ดูลย์ครั้งแรกในหนังสือ ๔ วันในสวนสันติธรรม ดังนี้





ผมคิดว่าฉบับที่พิมพ์โดยธรรมสภา น่าจะเป็นฉบับเดียวกับที่ลงในโลกทิพย์
ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับช่วงเวลาใกล้ๆ กันกับ บันทึกไม่ลับอุบาสกนิรนาม

ส่วนบันเทิงธรรมน่าจะหลังจากบันทึกไม่ลับฯ ได้ระยะหนึ่ง

ส่วนในธรรมเทศนา ๔ วันในสวนฯ นี่ก็เพิ่งปี ๒๕๕๐
เป็นปีที่ห่างจากช่วงเวลาที่ไปพบหลวงปู่ดูลย์มากที่สุด
แต่บอกว่าจำฝังอกฝังใจ คำต่อคำ?????!!!!!!!!


ไปเรียนอะไรมากันแน่เนี่ย ถิรสัญญาหายไปไหนกัน????

(จาก http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=244.0)


(อันนี้เวอร์ชั่น หลวงปู่ดูลย์สอน "พุทโธ" เมื่อปี 2552)
V
V
V

อ้างถึง
อย่างหลวงพ่อ
เคยทำสายสมถะนะ หายใจเข้า “พุท” ออก “โธ” อันนี้สมถะ
จนจิตสงบนะ จิตสงบแล้วเราไม่รู้จะทำอะไรต่อ
หลวงปู่ดูลย์สอนหลวงพ่อบอกว่า ให้พุทโธไปนะ จนจิตมัน
วูบรวมลงไป แล้วมีสติตามรู้ความเปลี่ยนแปลงของจิตไปเลย

บางคนไม่ต้องทำให้จิตรวมก่อน ตามรู้ไปเลย แต่ละคนไม่เหมือนกันหรอก
งั้นพวกเราอย่าไปปรามาสซึ่งกันและกันนะ ว่าสำนักไหนดีกว่าสำนักไหน
อย่างทุกวันนี้การดูจิตบูม จะมาบอกว่าดูจิตนี้ดีกว่าดูกาย  นี่โง่ละ
มันเหมาะกับแต่ละคนๆต่างหากล่ะ


ทางพ้นทุกข์ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก
http://www.tamdee.net/main/read.php?tid=491

ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 15, 2011, 02:34:40 pm »
๒. รู้ทัน เรื่องสติกับอนัตตา

อ้างถึง
ทางเอก : เหตุใกล้ให้เกิดสติ คือ การที่จิตจดจำสภาวธรรมหรือรูปนามได้แม่นยำ

3.2.3 การพยายามทำกุศลให้เกิดขึ้น


เพื่อนนักปฏิบัติมีธรรมชาติที่รักกุศล อยากให้กุศลเกิดขึ้น เช่น เมื่อจิตไม่มีสติก็พยายามจะทำให้มีสติ เมื่อจิตไม่สงบหรือไม่ตั้งมั่นก็พยายามทำให้สงบหรือตั้งมั่น และเมื่อจิตไม่มีปัญญารู้รูปนามตรงตามความเป็นจริง ก็พยายามช่วยจิตคิดพิจารณาเพื่อให้เกิดปัญญา เป็นต้น เมื่อพูดมาถึงตรงนี้เพื่อนบางท่านอาจจะเกิดความสับสนว่า แล้ว เราไม่ต้องพยายามทำสติ สัมมาสมาธิ และปัญญาให้เกิดขึ้นหรือ ขอตอบว่าสติ สัมมาสมาธิ และปัญญาต่างก็มีลักษณะเป็นอนัตตา ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้นได้ตามใจชอบ แต่ถ้าเราทำเหตุใกล้ของ สติ สัมมาสมาธิ และปัญญาให้เกิดขึ้นได้แล้ว สติ สัมมาสมาธิ และปัญญาก็จะเกิดขึ้นได้ตามเหตุนั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะเราอยากให้เกิดและทำให้เกิดขึ้นได้โดยตรง

เหตุใกล้ให้เกิดสติคือการที่จิตจดจำสภาว-ธรรมหรือรูปนามได้แม่นยำ หน้าที่ของผู้ปฏิบัติจึงไม่ใช่การพยายามทำสติให้เกิดขึ้น แต่จะต้องหมั่นตามรู้กายตามรู้ใจของตนเนืองๆ ซึ่งได้แก่การเจริญสติปัฏฐานที่ มีรูปนามเป็นอารมณ์ จนจิตจดจำสภาวะของรูปนามได้ พอสภาวะที่จิตจำได้แล้วปรากฏขึ้น สติก็จะเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องชักชวนให้เกิด เช่น เมื่อหมั่นตามรู้จิตเนืองๆ จนรู้จักว่าความเผลอ ความโลภ ความโกรธ ฯลฯ เป็นอย่างไร เมื่อจิตเกิดความเผลอ ความโลภ หรือความโกรธขึ้น สติจะเกิดขึ้นรู้เท่าทันว่าเผลอไปแล้ว โลภไปแล้ว หรือโกรธไปแล้ว ทั้งนี้สติ (ในที่นี้หมายถึงสัมมาสติ) จะ เป็นเครื่องระลึกรู้สภาวะของรูปนามที่ปรากฏขึ้น และเมื่อสติเกิดขึ้นนั้น สติจะทำหน้าที่ อารักขาคือคุ้มครองจิตให้เป็นกุศล จิตที่เป็นกุศลจะมีสภาวะรู้ ตื่น เบิกบาน สงบ สะอาด สว่างอยู่ใน ตัวเอง หรือกล่าวได้ว่าสติเกิดขึ้นเมื่อใด จิตจะมีความสุขด้วยโสมนัสเวทนาหรืออุเบกขา-เวทนาเมื่อนั้น

เหตุใกล้ของสมาธิคือความสุข หน้าที่ของผู้ปฏิบัติจึงไม่ใช่การพยายามบังคับจิตให้สงบ ถ้าปรารถนาความสงบด้วยการทำสมถกรรมฐาน ก็ต้องหาอารมณ์ที่เมื่อสติไประลึกรู้เข้าแล้วเกิดความสุขมาเป็นเหยื่อล่อจิต เช่นบางท่านกำหนดลมหายใจแล้วเกิดความสุข จิตชอบกำหนดลมหายใจ ก็ให้มีสติระลึกรู้ลมหายใจไปอย่างสบายๆ ไม่นานจิตก็จะเกิดความสงบสุขขึ้นเองโดยไม่ต้องพยายามบังคับ เพราะยิ่งพยายามบังคับกดข่มจิต จิตก็ยิ่งไม่มีความสุข เมื่อไม่มีความสุขสมาธิก็เกิด ขึ้นไม่ได้ ส่วนท่านที่ต้องการสัมมาสมาธิอันเป็นความตั้งมั่นของจิตในการระลึกรู้อารมณ์ รูปนามก็ไม่ยากอะไรนัก เพียงมีสัมมาสติหรือสติที่ระลึกรู้รูปนาม จิตจะเกิดเป็นกุศลและมีความสุขที่ได้รู้อารมณ์รูปนามโดยอัตโนมัติ เมื่อจิตมีความสุขเพราะรู้อารมณ์รูปนาม สัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นในการรู้อารมณ์รูปนามก็จะเกิดขึ้นมาเองชั่วขณะ

เหตุใกล้ให้เกิดปัญญาคือสัมมาสมาธิ หน้าที่ ของผู้ปฏิบัติจึงไม่ใช่การพยายามศึกษาหาความรู้จากตำรับตำราหรือครูบา อาจารย์ และไม่ใช่การคิด พิจารณารูปนามกายใจแต่อย่างใด ถ้าปรารถนาปัญญาที่เป็นวิปัสสนาปัญญาก็มีทางเดียว คือจะต้องมีสติระลึกรู้รูปนามกายใจ แล้วจิตจะเกิดความ ตั้งมั่นในการรู้รูปนามกายใจ เมื่อรู้แล้วรู้อีกถึงจุดหนึ่งก็จะเกิดความเข้าใจความเป็นจริงของรูปนามกาย ใจ ซึ่งความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับรูปนามกายใจนี้เองคือ วิปัสสนาปัญญา อย่างไรก็ตามเนื่องจากพวกเราไม่ใช่พระพุทธเจ้า เราจึงต้องอาศัยการศึกษาตำรับตำราและฟังคำสอนของครูบาอาจารย์ เพื่อให้ทราบวิธีการเจริญสติเจริญปัญญาที่ถูกต้องเสียก่อน จึงจะลงมือเจริญสติปัญญาได้อย่างถูกต้อง


( พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช )
http://board.palungjit.com/f4/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%83%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B3-184059.html









*******
ประเด็นนี้เคยมีกระทู้ในพันทิป แย้งไว้น่าฟังมาก ดังนี้

อ้างถึง


กัลยาณมิตรตอบปัญหาแนวทางการปฎิบัติของท่านปราโมทย์ ปราโมชฺโช (กระทู้ไม่ล่อเป้า อ่านได้ทั้งสองฝ่าย)

http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2010/12/Y10049746/Y10049746.html

ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 15, 2011, 02:42:32 pm »
๓. รู้ทัน จิตตั้งมั่น

อ้างถึง
โยม : แล้วอย่างเราภาวนาไปนะคะ แล้วจิตมันนิ่งๆอย่างนี้ค่ะ ถือว่าเป็นจิตตั้งมั่นใช่มั้ยเจ้าคะ

หลวงพ่อปราโมทย์ :
จิตนิ่งๆไม่ใช่จิตตั้งมั่นนะ ต้องไม่นิ่งที่อๆนะ ถ้ามันตั้งมั่นเนี่ย จิตจะไม่ว่อกแว่กหลงไปอยู่ในโลกของความคิดเท่านั้นแหละ เราไม่ได้ไปบังคับให้มันนิ่งนะ แต่ว่ามันก็นิ่งเหมือนกัน แต่มันนิ่งแบบรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ สบาย ไม่นิ่งทือๆแข็งๆนะ ไม่นิ่งแบบว่างๆไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่นิ่งแบบจิตเข้าไปรวมกับความว่างข้างนอก มันนิ่งอยู่ด้วยความรู้สึกตัวอยู่

จิตที่ตั้งมั่นรู้เนื้อรู้ตัวเนี่ย ต้องสังเกตเอาตอนที่จิตหนีไปคิด ถ้าเรารู้ทันจิตที่หนีไปคิด จิตรู้จะเกิดขึ้น จิตรู้นั้นแหละเป็นจิตที่ตั้งมั่น เพราะฉะนั้นเราคอยรู้ทันจิตที่หลงไปคิดนะ ตัวรู้(จิตผู้รู้ – ผู้ถอด)จะเกิดมันจะตั้ง จะตั้งได้พอดีไม่แข็งเกินไปไม่อ่อนเกินไป อ่อนเกินไปก็ขาดสติไหลหลงๆไป แข็งเกินไปก็ทื่อๆอยู่ ไม่เดินปัญญา ก็ตั้งพอดีๆ แค่ไหนพอดี ถ้าหนีไปคิดแล้วรู้ว่าหนีไปคิดนั้นพอดีเลย ถ้าจงใจจะให้ตั้งอยู่ อันนี้จะตึงเกินไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมเทศนานอกสถานที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
File: 540810A
ระหว่างนาทีที่ ๕๔ วินาทีที่ ๔๐ ถึง นาทีที่ ๕๕ วินาทีที่ ๕๕

http://www.dhammada.net/2011/09/15/11421/


********
จิตตั้งมั่นของหลวงตามหาบัว ที่ชาวพุทธควรปฏิบัติ จะได้ไม่หลงทางเสียเวลา

อ้างถึง
ฯลฯ

เมื่อปรากฏเป็นความสงบเช่นนั้นขึ้นมาแล้ว ก็ทำให้สงบนานขึ้นโดยลำดับ สงบได้นานแล้ว ไม่ตื่นเต้นทีนี้ การตื่นเต้นนั้นเป็นเหตุกวนใจเหมือนกัน กวนความสงบนั้นให้ถอยตัวออกมาได้ ทีนี้เมื่อเวลาชินต่อความเป็นเช่นนั้นแล้วก็ไม่ตื่นเต้น มีแต่คอยกำหนด คอยดูจิตที่แสดงตัวเข้าไปสู่ความสงบจะแสดงอะไรออกมา ก็ให้รู้อยู่กับจุดแห่งความรู้ที่สงบตัวลงไปแล้วโดยถ่ายเดียวเท่านั้น จิตก็สงบได้นานแนบแน่นขึ้นเป็นลำดับ ๆ

         ความสงบของจิตแต่ละครั้ง ละครั้งนั้น นอกจากจะเป็นความสุข ความสบายในขณะที่สงบแล้ว ยังเป็นการสร้างฐานแห่งความมั่นคงของจิตได้โดยลำดับอีกด้วย จนกระทั่งปรากฏเป็นความแน่นหนามั่นคงขึ้นภายในใจ ทั้งๆ ที่จิตไม่ได้รวมก็ตาม เมื่อกำหนดดูความรู้ของตนเมื่อใด ก็ทราบชัดว่าความรู้นั้นเด่น เป็นความสงบโดยลำพังตนเองอยู่โดยเฉพาะ แม้จะคิดเรื่องอื่นใดได้อยู่ แต่ฐานแห่งความสงบนั้นไม่เคยลดละความเป็นของตนเลย

         นี่เรียกว่า “จิตสร้างฐานเป็นความมั่นคงขึ้นภายในตัวเอง ท่านเรียกว่า “จิตเป็นสมาธิ” คือ เป็นความมั่นคงอยู่ในฐานของตน

         การภาวนาเพื่อความสงบนั้น เราทำไม่ลดละ ก็ยิ่งสงบขึ้นไปเรื่อยๆ กลางวันก็สงบ กลางคืนก็สงบ เพราะทำอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน ก็ยิ่งเป็นการสร้างฐานนั้น ให้มีความแน่นหนามั่นคงยิ่งขึ้นโดยลำดับ กระทั่งอยู่ที่ไหน ก็มีความมั่นคงอยู่ภายในใจ นี่ท่านเรียกว่า “จิตเป็นสมาธิ” เป็นอย่างนี้

         ความสงบเป็นอย่างหนึ่ง จิตที่เป็นสมาธิอยู่ตามฐานของตนนั้น เป็นอีกอย่างหนึ่ง

ฯลฯ

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙
ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์

http://luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=1568&CatID=1


ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กันยายน 15, 2011, 02:51:37 pm »
๕. รู้ทัน มั่วนิ่มคำสอนหลวงปู่มั่น

อ้างถึง
ฯลฯ

เนี่ยธรรมะอย่างนี้เราไม่ค่อยได้ยินได้ฟัง บางทีครูบาอาจารย์ท่านก็สอน คือสอนด้วยความเมตตานะ เอ้า..พุทโธ พิจารณากายไป อะไรอย่างนี้ เรานึกว่าตรงพุทโธเป็นสมถะ พิจารณากายเป็นวิปัสสนา ความจริงเป็นสมถะคนละแบบ ตอนแรกตามลมหายใจ หัดพุทโธเนี่ย จิตสงบ พอจิตสงบก็ติดนิ่งติดเฉย ติดนิ่งติดเฉยเนี่ย จิตจะไม่มีทางเจริญปัญญาได้เลย ท่านก็บอกอุบายแก้ให้ ให้จิตไม่ติดเฉย

นี่หลวงปู่มั่นแต่งกลอนไว้ ขันธะวิมุติสมังคี บอกว่า ระวังอย่าให้จิตไปติดเฉย วิธีที่จะไม่ให้ติด จิตไปติดเฉย ก็ให้จิตออกมาทำงาน ให้ทำงาน จิตทำงานอะไร จิตชอบทำงานคิด ให้มันคิด คิดเรื่องอะไรเป็นเรื่องที่ปลอดภัยสำหรับพระหนุ่มเณรน้อย คิดพิจารณากายตัวเองนี่แหละ ปลอดภัยสำหรับพระหนุ่มเณรน้อย ไปคิดเรื่องอื่นไม่ปลอดภัย หรือคิดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ คิดถึงธรรมะ คิดถึงไตรลักษณ์ อันนี้เป็นคิดถึงธรรมะ คิดถึงครูบาอาจารย์ คิดถึงเทวดา เทวดาก็คือ อย่างคนดีๆ อย่างพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าอยู่หัวเรานี้ เป็นเทวดา เทวดาในภาคมนุษย์ เรียกว่า สมมุติเทพ คิดถึงท่านแล้วจิตใจเราอบอุ่น นุ่มนวล มีความสุข หรือให้คิดถึงร่างกาย เป็นชิ้นนะ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก อันนี้เรียกว่า กายคตาสติ เรื่องที่ท่านให้คิดนั้นมีอยู่สิบเรื่อง เรียกว่าอนุสติ ๑๐

อนุสติ ๑๐ เป็นเรื่องของสมถกรรมฐาน คิดเพื่ออะไร เพื่อไม่ให้จิตไปติดเฉย พอจิตไม่ติดเฉย หมดเวลาที่จะพุทโธพิจารณากายแล้ว เวลาที่เหลือ ยืน เดิน นั่ง นอน ต้องรู้สึกตัว เพราะฉะนั้นคำสอนของครูบาอาจารย์วัดป่ารุ่นก่อนๆ จะสอนครบ ๓ อัน สอนหัดทำความสงบเข้ามาก่อน สงบแล้วไม่ให้อยู่เฉย ให้ออกพิจารณา พิจารณาพอสมควรแล้ว กลับทำความสงบไป หมดเวลา ถอยออกมา ยืน เดิน นั่ง นอน ต้องรู้สึกตัว

หลวงปู่มั่นถึงสอน บอกว่า ทำสมถะ ทำความสงบมาก เนิ่นช้า คิดพิจารณามาก ฟุ้งซ่าน หัวใจสำคัญของการปฏิบัติ คือการมีสติในชีวิตประจำวัน ยืน เดิน นั่ง นอน ต้องรู้สึกตัว

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ก่อนฉันเช้า


CD: ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม
Track: ๕
ระหว่างนาทีที่ ๔ วินาทีที่ ๓๘ ถึง นาทีที่ ๙ วินาทีที่ ๔๒

http://www.dhammada.net/2011/07/19/10290/


*********

อ่าน มุตโตทัยครับ

อ้างถึง
พระพุทธเจ้าทั้งหลายพระขีณาสวเจ้าทั้งหลายชื่อว่า
จะไม่กำหนดกาย ในส่วนแห่งโกฏฐาสหนึ่งมิได้มีเลย
จึงตรัสแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป ผู้กล่าวถึงแผ่นดินว่า
บ้านโน้นมีดินดำดินแดงเป็นต้นนั้นว่า
นั่นชื่อว่า พหิทธา แผ่นดินภายนอก
ให้พวกท่านทั้งหลายมาพิจารณา
อัชฌัตติกา แผ่นดินภายใน กล่าวคือ อัตภาพร่างกายนี้
จงไตร่ตรองพิจารณาให้แยบคายกระทำให้แจ้งแทงให้ตลอด

เมื่อจบการวิสัชชนาปัญหานี้ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูป ก็บรรลุพระอรหัตผล

.

เหตุนั้นการพิจารณากายนี้ จึงเป็นของสำคัญ
ผู้ที่จะพ้นทุกข์ทั้งหมดล้วนแต่ต้องพิจารณากายนี้ทั้งสิ้น
จะรวบรวมกำลังใหญ่ได้ ต้องรวบรวมด้วยการพิจารณากาย
แม้พระพุทธองค์เจ้าจะได้ตรัสรู้ทีแรก ก็ทรงพิจารณาลม
ลมจะไม่ใช่กายอย่างไร !

เพราะฉะนั้น มหาสติปัฏฐาน มี กายานุปัสสนา เป็นต้น
จึงชื่อว่า ชัยภูมิ เมื่อเราได้ชัยภูมิดีแล้ว
กล่าวคือปฏิบัติตามหลักมหาสติปัฏฐานจนชำนาญแล้ว
ก็จงพิจารณาความเป็นจริงตามสภาพแห่งธาตุทั้งหลาย

ด้วยอุบายแห่งปัสสนา ซึ่งจะกล่าวข้างหน้า

มุตโตทัย โดย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต (พ.ศ. ๒๔๑๓ - ๒๔๙๒) (๕)
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=663731
ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กันยายน 15, 2011, 03:03:08 pm »
๖. รู้ทัน บริกรรม พุทโธ

อ้างถึง
หลวงพ่อปราโมทย์ ถ้าถนัดพุทโธ ก็หัดจากพุทโธได้นะ หัดพุทโธต่อไป พุทโธ..อย่าขี้เกียจนะ พุทโธทุกวัน พุทโธบ่อยๆ พุทโธจนใจมันพุทโธของมันเอง ทีนี้พอเราพุทโธๆเนี่ย ไม่ใช่พุทโธเลื่อนลอยนะ พุทโธเพื่อจะคอยรู้ทันใจตัวเอง เคยมั้ย พุทโธๆ แล้วหนีไปคิดเรื่องอื่น เราก็พุทโธของเราไป พอใจมันหนีไปก็รู้ทัน พุทโธไปเรื่อยๆ บางวันใจสงบ รู้ว่าใจสงบนะ พุทโธไปแล้วใจฟุ้งซ่าน รู้ว่าฟุ้งซ่าน สรุปแล้วก็คือเราจะหัดพุทโธเพื่อจะรู้ทันใจตนเอง อย่างนี้พอเข้าใจมั้ย ลองทำนะ

คล้ายๆเราเอาพุทโธเป็นกระสอบทราย ซ้อมชกน่ะ จนกระทั่ง จิตใจของเราเนี่ย เคลื่อนไหวไปทางไหน เรารู้ทันหมดเลย พุทโธๆ หนีแว้บไปแล้ว รู้ทัน พุทโธๆ แล้วเพ่งแล้ว รู้ทัน พุทโธแล้วสงบ สุข ปีติอะไรเกิดขึ้น รู้ทันใจของเราเรื่อยๆ พุทโธเพื่อจะรู้ทันใจ

คำว่าพุทโธ หรือพุทธะ แปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ก็คือตัวจิตของเรานั่นเอง เราท่องพุทโธๆเพื่อจะเข้ามารู้ให้ถึงจิตถึงใจตนเอง พอเรารู้ถึงจิตถึงใจตนเอง เราก็พร้อมที่จะปฎิบัติแล้วในชีวิตจริงๆ

ยกตัวอย่างเราออกมาอยู่ข้างนอกนี้ พอตาเรามองเห็นสาว ใจเราวิ่งไปหาเขาแล้ว เรารู้ทันเลยใจมันวิ่งไปแล้ว เราเดินๆอยู่ใจลอยแว้บไป เราเคยพุทโธแล้วรู้ทันว่าใจลอยนะ พอเรามาอยู่ข้างนอกไม่ได้พุทโธนี่แหละ พอใจลอยแว้บ..นะ มันจะรู้ทันว่าใจลอย ในที่สุดเราจะรู้ทันใจตนเอง จะสุขจะทุกข์ จะดีจะชั่ว เราก็จะรู้ทันไปเรื่อยๆ เมื่อรู้ทันไปเรื่อยๆ ต่อไปปัญญาจะเกิด เราจะเห็นเลยว่าจิตนี้เป็นของไม่เที่ยง เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย จิตนี้เป็นอนัตตา บังคับไม่ได้ เดี๋ยวมันจะดีเราก็สั่งให้ดีไม่ได้ มันจะร้ายเราก็ห้ามมันก็ไม่ได้ มันจะใจลอย มันจะไปคิด ก็ห้ามมันไม่ได้ เนี่ยเฝ้ารู้จนเห็นเลย มันไม่ใช่ตัวเรา ถ้าเห็นว่าไม่ใช่ตัวเรา ก็ได้ธรรมะเบื้องต้นแล้ว

อย่างนี้พอไหวมั้ย พุทโธนะ อย่าขี้เกียจนะ อันตรายอุปสรรคสำคัญของนักปฎิบัติ คือขี้เกียจแหละ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สวนโพธิญาณอรัญวาสี
ต.หนองตากยา อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี
เมื่อวันอังคารที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๙ หลังฉันเช้า


CD สวนสันติธรรมแผ่นที่ ๑๑
ลำดับที่ ๒
File: 490103B
นาทีที่ ๒๓ วินาทีที่ ๔๖ ถึงนาทีที่ ๒๕ วินาทีที่ ๕๖

http://www.dhammada.net/2011/02/22/6805/


****

หลวงตาเมตตาตอบปัญหาโยมคนหนึ่ง ดังนี้

อ้างถึง
โยม: ขออนุญาตกราบเรียนถามเรื่องภาวนาค่ะ ที่หนูเคยกราบเรียนไปเมื่อครั้งที่แล้วเรื่องการภาวนาของหนู หนูได้พยายามทำตามนั้นมาตลอด ตั้งแต่ตื่นจนหลับหนูจะพยายามบริกรรมพุทโธ แล้วก็จะดูที่ความคิดกับอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น แล้วก็พยายามใช้ธรรมะกับเหตุผลคอยสอนตัวเอง เวลานี้หนูก็ทำตามนั้น แต่ว่าหนูรู้สึกว่าความสงบมีมากขึ้น เวลาหนูดูความคิดกับอารมณ์ต่างๆ อารมณ์ต่างๆ ที่เป็นกิเลสนะคะ ส่วนใหญ่ก็ลงที่ว่ามันเป็นทุกข์หรือไม่ก็เป็นอนิจจัง แล้วหนูก็พยายามดูอารมณ์ต่างๆ กลับเข้ามาข้างในให้จิตใจอยู่นิ่งตลอด เวลานี้หนูทำได้มากขึ้น เวลาที่หนูต้องการความสงบพยายามทำสมาธิ หนูบริกรรมได้นานขึ้น

ความสงบที่เกิดขึ้นกับหนูมากที่สุดเป็นลักษณะนี้ค่ะ คือหนูพยายามบริกรรมตลอด มันจะมีช่วงหนึ่งที่รู้สึกง่วง แต่หนูพยายามมีสติอยู่กับคำบริกรรม หลังจากนั้นก็รู้สึกว่ามีบางอย่างเคลื่อนลงไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม จากนั้นหนูรู้สึกว่าสบาย ข้างในรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในที่ว่างๆ ข้างนอกกับข้างในจะแยกจากกัน แต่หนูยังได้ยินเสียงต่างๆ ข้างนอกค่ะ แต่รู้สึกสบาย จากนั้นหนูพยายามบริกรรมต่อ แต่เมื่อหนูบริกรรมต่อจะรู้สึกปวดศีรษะและรู้สึกแน่นภายในหน้าอก หนูอยากทราบว่าที่หนูควรจะทำเวลานี้คือหนูพยายามบริกรรมอย่างเดียว ให้ได้สมาธิที่แน่นหนามั่นคงมากขึ้น หรือว่าหนูควรปฏิบัติตามเดิม คือบริกรรมสลับกับการดูความคิดอารมณ์และสอนตัวเองอย่างเดิมเวลาอารมณ์จะออก

หลวงตา: ถ้าจิตมันไม่ค่อยสงบก็ใช้คำบริกรรมให้มากติดต่อกันกับสติติดแนบกันไป เมื่อมันสงบแล้วจะพิจารณาอะไรก็มีโอกาสที่จะพิจารณาได้ เพราะไม่มีอะไรกวน เข้าใจเหรอ คือจิตไม่สงบมันกวน จะพิจารณาก็เป็นสัญญาอารมณ์ไปเลยไม่เป็นปัญญา ถ้าจิตมันสงบตัวของมันแล้วพิจารณาปัญญา มันอิ่มอารมณ์มันก็ทำงานตามเรา นั่นท่านเรียกว่าใช้ปัญญา ก็มีเท่านั้นแหละ หลักสำคัญคือบริกรรมภาวนา พอถึงวาระที่จะปล่อย ยังไงก็ไม่อยู่ปล่อยเอง มันหากรู้ในตัวเอง จิตเวลาละเอียดเข้าไปๆ คำบริกรรมจะค่อยหมดความจำเป็นเข้าไปๆ จนกระทั่งมีแต่ความรู้ล้วนๆ สติจับอยู่กับความรู้นั่นเลย คำบริกรรมเลยไม่มี มันเป็นของมันเองนะ เข้าใจแล้วหรือ จับอันนี้ไว้ให้ดี จะให้เราพูดทุกแง่ทุกมุมมันไม่ไหวแหละ เอาแค่นั้นก่อนนะ

โห เราอยากให้เห็นนะเรื่องการภาวนาของเล่นเมื่อไร อย่างที่เราพูดอยู่นี้ดีไม่มีใครเขาจะว่าบ้ากันทั่วโลก พวกนี้พวกบ้าทั่วโลกมันไม่ว่าเข้าใจไหมล่ะ อะไรจะอัศจรรย์ยิ่งกว่าธรรม พระพุทธเจ้าเลิศขึ้นเพราะธรรม เพราะภาวนา เอาละ

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗
ปฐมฤกษ์มหามงคล

http://luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=2870&CatID=2


*********

หลวงปู่ดูลย์สอนพุทโธ

อ้างถึง
ลูกศิษย์ : พูดถึงตอนปฏิบัตินะครับผม เราต้องปล่อยจิตสบายๆ ใช่ไหมครับ ไม่ไปบังคบ ไม่ไปอะไรมัน
หลวงปู่ : ไม่บังคับหรอก แต่ว่าเบื้องต้น ก็ต้องบริกรรม จิตของเราให้เป็นสมาธิ แล้วบริกรรม บริกรรมไม่เอาอะไรมากมาย พุทโธเท่านั้นเอง ให้พุทโธน่ะฝังอยู่ในจิตในหัวใจ
เราไปเขียนเล่นในนั้นก็ได้ ว่า พุทโธ พุทโธ พุทโธ เพื่อให้จิตเป็นผู้บริกรรม ให้จิตเป็นผู้ว่า ไม่ต้องว่าปากเปล่า สติของเราเป็นผู้ว่า ผู้ว่าพุทโธอยู่ตรงไหน ตั้งสติอยู่ตรงนั้น แล้วก็ผู้บริกรรม บริกรรมเรื่อยไป

หลวงปู่ดูลย์ ตอบปัญหาจิตภาวนา

http://larndharma.org/index.php?/topic/644-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99/
ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: กันยายน 15, 2011, 03:10:27 pm »
รู้ทัน อีกหลายๆ เรื่อง
โหลดอีบุ๊ค ดูจิต-วิสัชนา ตอบโจทย์

http://www.4shared.com/document/v23WKtpV/DooJit_Final_7-4-54.html

ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: กันยายน 15, 2011, 03:22:55 pm »
๗. รู้ทันเรื่อง "การพิจารณา"

อ้างถึง
(ทางเอก)
ฯลฯ

เหตุใกล้ให้เกิดปัญญาคือสัมมาสมาธิ หน้าที่ ของผู้ปฏิบัติจึงไม่ใช่การพยายามศึกษาหาความรู้จากตำรับตำราหรือครูบา อาจารย์ และไม่ใช่การคิด พิจารณารูปนามกายใจแต่อย่างใด ถ้าปรารถนาปัญญาที่เป็นวิปัสสนาปัญญาก็มีทางเดียว คือจะต้องมีสติระลึกรู้รูปนามกายใจ แล้วจิตจะเกิดความ ตั้งมั่นในการรู้รูปนามกายใจ เมื่อรู้แล้วรู้อีกถึงจุดหนึ่งก็จะเกิดความเข้าใจความเป็นจริงของรูปนามกาย ใจ ซึ่งความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับรูปนามกายใจนี้เองคือ วิปัสสนาปัญญา อย่างไรก็ตามเนื่องจากพวกเราไม่ใช่พระพุทธเจ้า เราจึงต้องอาศัยการศึกษาตำรับตำราและฟังคำสอนของครูบาอาจารย์ เพื่อให้ทราบวิธีการเจริญสติเจริญปัญญาที่ถูกต้องเสียก่อน จึงจะลงมือเจริญสติปัญญาได้อย่างถูกต้อง


( พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช )
http://board.palungjit.com/f4/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%83%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B3-184059.html


**********

พระพุทธเจ้าสอน พิจารณา

อ้างถึง
ฌานสูตร

             [๒๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยปฐมฌานบ้าง ทุติยฌานบ้าง ตติยฌานบ้าง จตุตถฌานบ้าง อากาส
นัญจายตนฌานบ้าง ฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลาย เพราะอาศัยเนวสัญญานาสัญญายตนฌานบ้าง ฯ
             ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลาย เพราะอาศัยปฐมฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน เธอย่อม
พิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมี
อยู่ในขณะแห่งปฐมฌานนั้น
โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค
เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร ไม่มีสุข เป็นอาพาธ เป็นของผู้อื่น เป็นของชำรุด
ว่างเปล่า เป็นอนัตตา
เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น ครั้นแล้ว เธอ
ย่อมโน้มจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบแห่ง
สังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด
ความดับ นิพพาน
เธอตั้งอยู่ในปฐมฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลาย ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ
จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะโอรัมภาคิย-
*สังโยชน์ ๕ สิ้นไป ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เปรียบเหมือนนายขมังธนู หรือลูกมือของนายขมังธนู เพียรยิงรูปหุ่นที่ทำด้วย
หญ้าหรือกองก้อนดิน ต่อมาเขาเป็นผู้ยิงได้ไกล ยิงไม่พลาด และทำลายร่างใหญ่ๆ
ได้แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล สงัดจากกาม ฯลฯ
บรรลุปฐมฌาน เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ อันมีอยู่ในขณะแห่งปฐมฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็น
ทุกข์ ... ว่างเปล่าเป็นอนัตตา เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น ครั้น
แล้วย่อมน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบ
แห่งสังขารทั้งปวง ... นิพพาน เธอตั้งอยู่ในปฐมฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไป
แห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็น
อุปปาติกะ จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะ
โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ ข้อที่
เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายเพราะ
อาศัยปฐมฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
             ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลาย เพราะอาศัยทุติยฌานบ้าง ฯลฯ เพราะอาศัยตติยฌานบ้าง ฯลฯ เพราะ
อาศัยจตุตถฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับ
โสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ เธอย่อมพิจารณา
เห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีอยู่ในขณะ
แห่งจตุตถฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ... ว่างเปล่า เป็น
อนัตตา
เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น ครั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่อ
อมตธาตุว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง ...
นิพพาน เธอตั้งอยู่ในจตุตถฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
ถ้า
ยังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ จักปรินิพพาน
ในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕
สิ้นไป ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบ
เหมือนนายขมังธนู หรือลูกมือของนายขมังธนู เพียรยิงธนูไปยังรูปหุ่นที่ทำด้วย
หญ้าหรือกองดิน ต่อมาเขาเป็นผู้ยิงได้ไกล ยิงไม่พลาด และทำลายร่างใหญ่ๆ
ได้ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล บรรลุจตุตถฌาน
ฯลฯ เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา ฯลฯ มีอันไม่กลับ
มาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความ
สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะอาศัยจตุตถฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้
กล่าวแล้ว ฯ

ฯลฯ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=9041&Z=9145&pagebreak=0


ครูบาอาจารย์อีกหลายๆ องค์ ก็สอนพิจารณาครับ

โปรดสังเกตคำว่า "ทางเดียว" ของท่่านปราโมทย์นะครับ  :o
ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

ปกป้องศาสนา

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 37
  • ได้รับการอนุโมทนา 0
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: กันยายน 15, 2011, 04:37:41 pm »
 clap.

โห แต่จะว่าไป เรื่องการพิจารณาธาตุ4 ขันธ์5 ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเป็นการเจริญวิปัสสนาเนี่ย
เรื่องใหญ่อยู่นะครับ

เพราะไม่ใช่แค่ "ท่าน" ผู้นี้ผู้เดียว ที่สอนว่า การเจริญวิปัสสนา คือ การมีสติ ตามระลึกรู้เท่าทัน เท่านั้น
และไม่ใช่แค่ "ท่าน" ผู้นี้ผู้เดียว ที่สอนว่า วิปัสสนา ไม่ใช่การคิดพิจารณา

แต่ "ท่าน" อื่น ก็มีที่สอนแบบนี้
โด่งดังมากยิ่งกว่า "ท่าน" ผู้นี้เสียด้วย

โดยไม่สอนว่า วิปัสสนา คือ การพิจารณาความจริงของธาตุ4 ขันธ์5 อันมีสมาธิระดับฌานสมาบัติเป็นกำลัง

นี่แหละ ปัญหาใหญ่ อีกหนึ่งปัญหาที่แท้จริง

boonga

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2081
  • ได้รับการอนุโมทนา 33
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: กันยายน 15, 2011, 08:30:11 pm »
นานๆมาที มาเป็นแพคเกจเชียว 

เอ้า คุณ pat 43210  คุณ มัจฉาดิ้น ไอ้คุณแมงกาจั๊วลัลล้า  มาอ่านซะ  แล้วจะแย้งตรงไหนก็ว่ามา  kiki.

mes

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1150
  • ได้รับการอนุโมทนา 6
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: กันยายน 16, 2011, 07:53:14 am »
ปราโมทย์ไม่รู้จักพิจารณา

ปราโมทย์มีแต่ จินตนา

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: กันยายน 16, 2011, 10:45:46 am »
๘. รู้ทัน มั่วนิ่มคำสอน หลวงปู่เทสก์

อ้างถึง
หลวงพ่อปราโมทย์ :วิธีที่จะทำให้เราเห็นความจริง ของธาตุของขันธ์ ของกายของใจนะ ว่ามันไม่ใช่ตัวตนนะ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา คือวิปัสสนากรรมฐาน มีหลักการสั้นๆนะ สั้นๆ “ให้มีสติ รู้กายรู้ใจ ตามความเป็นจริง”

เราจะรู้ใจตามความเป็นจริง มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง จะรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงได้นะ ต้องรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นนะ จิตที่เป็นกลาง จิตที่ตั้งมั่นจิตที่เป็นกลางเป็นจิตที่ทรงสมาธิ แต่เป็นสมาธิคนละแบบกับสงบ

สมาธิมี ๒ ชนิดนะ พวกเราต้องเรียนให้ดี สมาธิชนิดที่หนึ่ง สงบ สมาธิที่สอง ตั้งมั่น แต่ในความตั้งมั่นนั้น เจือด้วยความสงบนะ มีความสงบเจืออยู่

พวกเรา ใครเคยเจอหลวงปู่เทสก์บ้าง มีมั้ย มีใครที่เจอหลวงปู่เทสก์บ้าง มีนิดเดียวเองเนาะ พวกนี้ไม่ทันแล้วล่ะ เคยได้ยินชื่อท่านมั้ย เออ..เคยได้ยิน รู้มั้ยท่านสอนอะไร เคยได้ยินมั้ย ท่านชอบสอนเรื่อง ฌาน กับ สมาธิ ได้ยินหรือเปล่า ไม่ได้ยินเหรอ ไปเรียนซะนะ คำสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์วิเศษที่สุดเลยนะ ท่านสอนเรื่องฌาน กับ สมาธิ หมายถึงเป็นสมาธิ ๒ ชนิด ฌานเนี่ยจิตจะไปเพ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว

เช่น เราอยู่กับพุทโธๆนะ จิตไม่หนีไปจากพุทโธเลย ได้ความสุข ได้ความสงบ เราดูท้องพองยุบนะ จิตไม่หนีไปจากท้องเลย จิตสงบ ได้ความสงบ รู้ลมหายใจ จิตไม่หนีไปจากลมหายใจ สงบอยู่กับลมหายใจ สงบ ตรงที่จิตไปเพ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว สงบแนบแน่นอยู่ในอารมณ์อันเดียวนี้ ตรงนี้หลวงปู่เทสก์เรียกว่า ฌาน เป็นศัพท์เฉพาะที่ท่านเรียกว่า ฌาน ถ้าภาษาปริยัติจะไม่เรียกว่า ฌาน เขาจะเรียกว่า อารัมณูปนิชฌาน ชื่อยาว จำยาก หลวงปู่เทสก์ท่านตัดเหลือสั้นๆเรียกว่า ฌาน คือจิตมันไปเพ่งนิ่งๆอยู่ในอารมณ์อันเดียว ด้วยวิธีที่บอกมาตะกี้นี้นะ พุทโธไป จิตหนีแล้วรู้ จิตหนีแล้วรู้ หายใจไป จิตหนีไปแล้วรู้ จิตหนีแล้วรู้ จิตก็ค่อยๆรวมลงมา มาอยู่กับพุทโธ อยู่กับลมหายใจ สมาธิชนิดนี้เอาไว้พักผ่อน ทำให้จิตใจมีเรี่ยวมีแรง สดชื่น

สมาธิชนิดที่ ๒ เนี่ย หลวงปู่เทสก์เรียกว่า สมาธิ ถ้าชื่อภาษาปริยัตินะ จะชื่อ ลักขณูปนิชฌาน เรียกยาก ลักขณูปนิชฌาน ตัวสมาธิที่เป็นความสงบนะ หลวงปู่เทสก์เรียกว่า ฌาน ชื่อภาษาปริยัติ ชื่อ อารัมณูปนิชฌาน จิตมันสงบอยู่ในอารมณ์อันเดียว สบายๆ มีความสุขอยู่ สุขโง่ๆอยู่อย่างนั้นน่ะ สุขโง่ๆไม่เดินปัญญา สมาธิชนิดที่สอง จิตตั้งมั่น เห็นมั้ย สงบอันหนึ่งนะ ตั้งมั่นอีกอันหนึ่งนะ จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู

เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนนะ สมัยหลวงพ่อเข้าไปหาครูบาอาจารย์ เข้าไปหาวัดไหนๆนะ เจอหลวงปู่เทสก์ หลวงปู่เหรียญ หรืออาจารย์มหาบัว หรือใครต่อใครก็ตาม องค์ไหนก็ตาม ท่านพูดคำว่า “จิตผู้รู้” อยู่เรื่อยเลย เข้าไปวัดนี้ก็ได้ยินคำว่า “จิตผู้รู้” เข้าวัดนี้ก็ไปได้ยินคำว่า “จิตผู้รู้” จิตผู้รู้นั้นแหละ คือจิตที่เรียกว่า หลวงปู่เทสก์เรียกว่า “สมาธิ” จิตที่มี ลักขณูปนิชฌาน จิตตั้งมั่น เป็นผู้รู้ผู้ดู จิตไม่ใช่ผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง อีกต่อไปแล้ว จิตจะตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู

หลวงปู่เทสก์เรียกจิตที่ตั้งมั่น เป็นผู้รู้ผู้ดูว่า “ใจ” ส่วนจิตที่เป็นผู้คิดผู้นึกผู้ปรุงผู้แต่ง หลวงปู่เทสก์เรียกว่า “จิต” มีจิตกับใจ คำสอนหลักๆของหลวงปู่เทสก์นะ จะมีอยู่ ๒ คู่ จิตกับใจคู่หนึ่งนะ ฌานกับสมาธิอีกคู่หนึ่ง ฌานนี้ก็คือสมาธิแบบมุ่งไปหาความสงบ สมาธินี้หมายถึงจิตตั้งมั่น ไม่ใช่แค่สงบเฉยๆ แต่ตั้งมั่น ถอนตัวขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดประชาสันติ จ.พังงา
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๔
CD: วัดประชาสันติ จ.พังงา วันที่ ๒๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
File: 540123.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๒ วินาทีที่ ๑๙ ถึง นาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๓๔

http://www.dhammada.net/2011/06/11/9798/


************

รู้แล้วครับว่าท่านสอนอะไร
ท่านสอนอย่างนี้ครับ

อ้างถึง
ฯลฯ

 จิต คือผู้คิด  ผู้นึก ผู้ปรุง  ผู้แต่ง ต้องใช้อายตนะทั้งหกเป็นเครื่องมือ  พอตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นสัมผัสรส กายสัมผัสเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ใจนึกคิดอารมณ์ต่างๆ ตามกิเลสของตนทั้งที่ดีและไม่ดี   ดีก็ชอบใจ ไม่ดีก็ไม่ชอบใจ  ล้วนแล้วแต่เป็น  จิต คือตัวกิเลสทั้งนั้น  นอกจากอาตยะหกนี้แล้ว จิตจะเอามาใช้ไม่ได้ ท่านแยกออกไปเป็น อินทรีย์หก ธาตุหก ผัสสะหก อะไรเยอะแยะ แต่ก็อยู่ใน  อาตนะหก นี้ทั้งนั้น นั่นเป็นอาการลักษณะของจิตที่ผู้ไม่รู้จักนิ่งเฉย

            ผู้หัดจิต คือ ผู้ทำสมาธิ จะต้องสำรวมจิต  ที่มันดิ้นรนไปตามอาตนะทั้งหก ดังที่อธิบายมาแล้วนั้น ให้หยุดนิ่งอยู่ในคำบริกรรม พุทโธ  อย่างเดียว  ไม่ให้ส่งส่ายไปมาหน้าหลัง หยุดนิ่งเฉยและรู้ตัวว่านิ่งเฉย นั่นแหละตัวใจ ใจแท้ไม่มีการใช้อายตนะใดๆทั้งหมด  จึงเรียกว่า ใจ

ฯลฯ


ฝึกหัดสมาธิโดยบริกรรมพุทโธ
แสดง ณ วัดหินหมากแป้ง อำเภอเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย
วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘

http://truthoflife.fix.gs/index.php?topic=1670.0


อ้างถึง
ฯลฯ

 ผู้บริกรรมภาวนาพุทโธ ๆๆ  พึ่งทำใจเย็นๆ อย่าได้รีบร้อน ให้ทำความเชื่อมั่นในคำบริกรรมพุทโธ   มีสติควบคุมจิตของตนให้อยู่ในพุทโธของตนก็แล้วกัน ความเชื่อมั่นเป็นเหตุให้ใจตั้งมั่นไม่คลอนแคลน ปล่อยวางความลังเลสงสัยอะไรทั้งหมด และจิตจะรวมเข้ามาอยู่ในคำบริกรรมพุทโธ  ๆๆ   มีสติควบคู่กับพุทโธเท่านั้น  ตลอดเวลา  จะยืน เดิน นั่ง นอน หรือประกอบกิจการงานอะไรทั้งหมด ก็จะมีสติรู้เท่าอยู่กับพุทโธอย่างเดียว  ผู้ภาวนาสติยังอ่อนอุบายยังน้อย   ต้องยึดคำบริกรรมพุทโธเป็นหลัก ถ้ามิฉะนั้นแล้วจะภาวนาไม่เป็น หรือเป็นไปแต่ยังจับหลักไม่ได้ 

   ทำสมาธิให้แก่กล้าจิตเด็ด  ถ้าแก่กล้าภาวนาจิตเด็ดว่าจะเอาอย่างนี้ละ ถ้าไม่ได้พุทโธไม่เห็นพุทโธขึ้นมาในใจหรือจิตไม่หยุดนิ่งอยู่กับพุทโธอันเดียวแล้ว  เราจะไม่ยอมลุกจากที่นี้  แม้ชีวิตจะดับก็ช่างมัน  อย่างนี้แล้วจิตก็จะรวมลงเป็นหนึ่งโดยไม่รู้ตัว คำบริกรรมที่ว่าพุทโธ     หรือสิ่งใดที่เราข้องใจหรือสงสัยอยู่นั้น        ก็จะหายไปในพริบตาเดียว   แม้ร่างกายอันนี้ซึ่งเรายึดถือมานานแสนนาน ก็จะไม่ปรากฏในที่นั้น  จะยังเหลือแต่ใจ  คือ  ผู้รู้ผู้สงบเยือกเย็น เป็นสุขอยู่อย่างเดียว

ฯลฯ


ฝึกหัดสมาธิโดยบริกรรมพุทโธ
แสดง ณ วัดหินหมากแป้ง อำเภอเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย
วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘

http://truthoflife.fix.gs/index.php?topic=1670.0


อ้างถึง
ฯลฯ

พระพุทธเจ้าทรงเทศนาไว้ว่า ผู้ทำความเพียรเพื่อละกิเลสทั้งหลาย จงทำตัวให้เหมือนกับนักรบโบราณ สมัยก่อนต้องทำกำแพงล้อมเมืองให้แน่นหนา มีค่ายคูประตูหอรบเสร็จ เพื่อป้องกันข้าศึกอันจะมาราวี นักรบที่ฉลาด เมื่อออกรบกับข้าศึกเห็นว่าจะสู้ข้าศึกไม้ได้แล้ว ก็ล่าทัพกลับสู่พระนคร แล้วรักษาพระนครเอาไว้ไม่ให้ข้าศึกเข้ามาทำลายได้ พร้อมกันนั้นก็สะสมรี้พลอาวุธและอาหารให้พร้อมเพรียง(คือ ทำสมาธิ ให้มั่นคงกล้าหาญ ) แล้วจึงออกรบข้าศึกอีกต่อไป (คือ  มวลกิเลสทั้งปวง)   

   สมาธิเป็นกำลังสำคัญมาก ถ้าไม่มีสมาธิแล้ววิปัสสนาจะเอากำลังมาจากไหน ปัญญาวิปัสสนามิใช่เป็นของจะพึงแต่งเอาได้เมื่อไร  แต่เกิดจากสมาธิ ที่หัดได้ชำนิชำนาญมั่นคงดีแล้วต่างหาก

   ถึงผู้ได้สุกขวิปัสสกก็เถิด ถ้าไม่มีสมถะแล้วจะเอาวิปัสสนามาจากไหน เป็นแต่สมถะของท่านไม่คล่องเท่านั้น อย่างนี้พอฟังได้

  ผู้ปฏิบัติทั้งหลาย เมื่อได้ทำสมาธิให้มั่นคงแน่นหนาดีแล้ว จนกระทั่งจะเข้าจะออกก็ได้ จะอยู่ให้นานๆ และพิจารณากายอันนี้ให้เป็นอสุภะ หรือเป็นธาตุก็ได้ พิจารณาคนในโลกนี้ทั้งหมดให้เป็นโครงกระดูกทั้งหมดก็ได้      หรือพิจารณาให้เห็นในโลกนี้ทั้งหมดว่างเป็นอัชฌัตตากาศ ว่างเปล่าไปหมดก็ได้ ฯลฯ

  จิตผู้มีสมาธิเต็มที่แล้ว ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ย่อมเป็นสมาธิอยู่ตลอดเวลา แล้วก็มองเห็นกิเลสของตน ซึ่งเกิดจากจิตของตนได้ชัดเจนว่า กิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความมัน เกิดจากสิ่งนี้ๆ และมัน ตั้งอยู่ ได้ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ  แล้วก็หาอุบาย ละ ด้วยอย่างนี้ ๆ

   เหมือนกับน้ำในสระที่ขุ่นมาเป็นร้อยๆ ปี   เพิ่งมาใสสะอาดมองเห็นสิ่งสารพัดที่มีอยู่ก้นสระว่า แต่ก่อนแต่ไรเราไม่นึกไม่คิดเลยว่า ในก้นสระนี้มันจะมีของเหล่านี้ นั้น เรียกว่า วิปัสสนา คือ ความรู้ความเห็นตามสภาพจริง   มันเป็นจริง อย่างไรก็เห็นตามความเป็นจริงอย่างนั้น ไม่วิปริตผิดแปลกจากความเป็นจริงของมัน

ฯลฯ


ฝึกหัดสมาธิโดยบริกรรมพุทโธ
แสดง ณ วัดหินหมากแป้ง อำเภอเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย
วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘

http://truthoflife.fix.gs/index.php?topic=1670.0


อ้างถึง
ฯลฯ

ผู้ต้องการขุดรากเหง้าของกิเลสในตัว เมื่อกิเลสมันเกิดจากอายตนะทั้งหกในตัวของตน เช่น ตาเห็นรูป หูได้ฟังเสียงเป็นต้น  เกิดผู้ผัสสะขึ้นให้ยินดีหรือยินร้าย  ดีใจและเสียใจ   เป็นต้น แล้วเข้าไปยึดเอามาเป็นอารมณ์ของตน  ขุ่นมัวอยู่ในใจ จนเป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนดิ้นรน กินไม่ได้นอนไม่หลับ จนกระทั่งทำอัตตนิบาต  ฆ่าคนตายก็มี
   เมื่อเห็นชัดอย่างนี้แล้ว พึงทำสมาธิ ให้มั่นคงเป็นหลักเสียก่อน  แล้วจึงตั้งจิตพิจารณาเฉพาะในอารมณ์นั้น ๆ แต่สิ่งเดียว เช่น  ตาเห็นรูปที่เป็น อิฏฐารมณ์ แล้วเกิดความยินดีพอใจขึ้น  ก็ให้พิจารณาเฉพาะแต่ความยินดีพอใจนั้นว่า  มันเกิดจากตาหรือเกิดจากรูปกันแน่
   เมื่อพิจารณาถึงรูปก็เห็นว่า รูปมันเป็นแต่รูปธรรมต่างหาก มันจะดีหรือเลว  มันไม่ได้มาชักชวนให้เราไปยินดี หรือยินร้าย หรือให้เราไปหลงรักหรือชัง มันเป็นแต่รูปเฉยๆ เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไป   มันดับไปตามสภาพของมันต่างหาก
   เมื่อพิจารณาตามตาผู้ไปเห็นรูปเล่า  ตาผู้ส่งส่ายไปเห็นรูป พอกระทบเท่านั้นแสงสะท้อนกลับเข้ามาหาจักษุประสาทเข้า   ก็เป็นรูปต่าง ๆนานาเกิดขึ้น ตาก็ไม่ได้ชักชวนไปให้ยินดียินร้าย หรือให้รักให้ชังอะไร ตามีหน้าที่ให้เห็น  เห็นรูปแล้วก็ดับไป สิ่งที่เป็นอิฏฐารมณ์  และอนิฏฐารมณ์ หรืออายตนะอื่นๆ   ก็ให้พิจารณาอย่างเดียวกันนี้
   เมื่อเราพิจารณาอย่างนี้แล้วก็จะเห็นชัดว่า สิ่งทั้งปวงหมดในโลกนี้ มันจะเกิดกิเลสขึ้นก็เพราะอายตนะทั้งหกนี้เป็นต้นเหตุทั้งนั้น
   ถ้าเราพิจารณาและไม่หลงตามอายตนะทั้งหกนี้   กิเลสก็จะไม่เกิดขึ้นในตัวของเรา   ตรงกันข้าม มันจะเกิดปัญญาก็เพราะมีอายตนะทั้งหกนี้

   อายตนะทั้งหกนี้เป็นสื่อกลางของความดีและความชั่ว จะไปสุคติและทุคติก็เพราะอายตนะทั้งหกเป็นต้นเหตุ

   โลกนี้จะกว้างก็เพราะจิตไม่มีสมาธิ  ปล่อยตามอารมณ์ของอายตนะทั้งนั้น โลกนี้จะแคบก็เพราะจิตนี้ได้ฝึกหัดสมาธิ  ให้อยู่ในบังคับของตน พิจารณาอารมณ์ของอายตนะทั้งหกแต่ภายใน คือ

   เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว อายตนะ เป็นต้นว่า ตาเห็นรูป หูฟังเสียง ฯลฯ  เหล่านี้จะไม่ปรากฏเลย จะปรากฏแต่รูปที่เป็นนามธรรม  เสียงที่เป็นนามธรรมปรากฏเกิดขึ้นในสมาธินั้น  โดยเฉพาะอายตนะภายนอกจะไม่รู้เลย

   เมื่อทำสมาธิให้แน่วแน่นเต็มที่แล้ว พิจารณาเห็น โลกจิต  นี้มันเป็นเหตุทำให้เกิดอายตนผัสสะ  สัญญา และอารมณ์ และตลอดสรรพกิเลสทั้งปวงแล้ว จิตก็จะถอนจากสิ่งทั้งหมด จะยังเหลือแต่ใจคือ ผู้รู้ อย่างเดียว

   จิต กับ ใจ ย่อมมีลักษณะอาการต่างกัน  จิต ได้แก่ ผู้คิด  ผู้นึก  ผู้ปรุง ผู้แต่ง และสัญญา อารมณ์ต่างๆ ตลอดถึงไปยึดเอาสิ่งต่างๆ มาไว้ที่จิต   จิตเมื่อเห็นโทษทุกข์ทั้งหลาย ที่ยึดเอากิเลสทั้งปวงมาไว้ที่จิตของตน แล้ว ยอมสละถอนจากอารมณ์และกิเลสทั้งปวงจากจิต จิต นั้นก็เป็น ใจ     จิต   กับ  ใจ  มีลักษณะอาการต่างกันอย่างนี้

   ใจ คือ ผู้เป็นกลาง วางเฉย ไม่คิดนึกอะไรทั้งสิ้น เป็นแต่รู้ตัวอยู่ว่าวางเฉย   ใจเป็นธรรมชาติเป็นกลางแท้  กลางไม่มีอดีตอนาคต ไม่มีบุญหรือบาป ไม่ดีและไม่ชั่วนั้นเรียกว่า  ใจ  สิ่งทั้งปวงหมด   ถ้าพูดถึงใจแล้ว   จะต้องหมายเอาตรงใจกลางทั้งนั้น แม้แต่ใจของคนซึ่งเป็นนามธรรม ก็ต้องชี้เข้าไปที่ท่ามกลางอก แต่ใจแท้ไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหน เราเอาความรู้สึกไปไว้ในกายส่วนใดส่วนหนึ่ง  ลองดูซิ จะรู้สึกขึ้นในที่นั้น หรือเอาความรู้สึกนั้นไปไว้ภายนอกกาย เป็นต้น ว่า เอาไปไว้ที่เสาหรือที่ฝาผนังบ้าน ก็จะมีความรู้สึกอยู่ ณ ที่นั้น 

   เป็นอันสรุปได้ว่า ใจแท้ คือ ความรู้สึกเฉยอยู่เป็นกลางๆ เมื่อมีความรู้สึกกลางๆ อยู่ ณ ที่ใด ใจก็อยู่ ณ ที่นั้น

ฯลฯ


ฝึกหัดสมาธิโดยบริกรรมพุทโธ
แสดง ณ วัดหินหมากแป้ง อำเภอเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย
วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘

http://truthoflife.fix.gs/index.php?topic=1670.0
ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: กันยายน 16, 2011, 10:53:17 am »
ธรรมะหลวงปู่เทสก์ที่น่าศึกษา อ่านเพิ่มเติมได้ที่กระทู้ในพันทิปครับ

อ้างถึง


ธรรมะเรื่อง อาการของจิต และวิธีการปฏิบัติธรรมให้ รู้เท่าทันจิต ของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2011/02/Y10238230/Y10238230.html
ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

หัวใจสีเทา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 267
  • ได้รับการอนุโมทนา 4
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: กันยายน 17, 2011, 01:03:41 am »
ตามไปอ่านมาแล้วครับ  สะใจถึงใจทีเดียวเชียว นี่หละน๊าท่านว่า อย่าส่งจิตออกนอก :D

ปกป้องศาสนา

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 37
  • ได้รับการอนุโมทนา 0
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: กันยายน 18, 2011, 11:54:13 am »
เห็นด้วยกับคุณ armeros ครับ

orchid

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 621
  • ได้รับการอนุโมทนา 6
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: กันยายน 18, 2011, 12:38:35 pm »
ผมว่ารวมเล่มขายได้เลยนะนี่ อนุโมทนาด้วยครับ หลายๆท่านจะได้เอาไปใช้อ้างอิงได้เวลาจะบอกคนอื่นที่เขายังโดนหลอกครับ

ถ้ารวบรวมได้เยอะๆ เราอาจจะได้พิมพ์หนังสือดูจิตวิสัชนาเล่ม 2

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: กันยายน 20, 2011, 02:47:03 pm »
๙. รู้ทัน มั่วนิ่มคำสอนของ หลวงตามหาบัว

๙.๑
อ้างถึง
โยม : ก็ตอนนี้ก็ ดูขันธ์ ๕ ทำงานไปน่ะครับ แล้วก็ ไม่รู้ว่ายังอยู่ในลู่ในทางหรือเปล่าครับหลวงพ่อ

หลวงพ่อปราโมทย์ : อยู่นะ แต่มันอยู่ไม่พอ สมาธิไม่พอ ฆราวาสเนี่ยมีจุดอ่อนนะ สมาธิน้อย สมาธิน้อยไปจิตไม่ค่อยตั้งมั่นน่ะ จิตชอบกระจายโล่งๆว่างๆ ออกไป เพราะอะไร เพราะว่าวันๆหนึ่งเรามีเรื่องฟุ้งซ่านเยอะ มันเหนื่อยน่ะ พอมันเหนื่อยมากมันเครียดมากนะ พอมาภาวนาแล้วสบาย มันจะไปติดอยู่ที่สบาย โล่งๆว่างๆสบายเพลินๆไป วิธีแก้ก็คือ รู้ทันว่ามันไปติดอยู่ข้างนอก โล่งๆว่างๆ ดูออกหรือเปล่า?

โยม : คิดว่าดูออกครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : มันไม่เข้าฐาน จิตต้องถึงฐานนะ ถึงจะเดินปัญญาได้จริงๆ ยกตัวอย่างเราเห็นธาตุเห็นขันธ์ทำงาน แต่จิตเราอยู่ข้างนอก ไม่พอ แรงไม่พอไม่ตัดหรอก

โยม : แต่ก็ เราก็ใช้วิธีนี้ ดูไปเรื่อยๆ..

หลวงพ่อปราโมทย์ : รู้ทันมันนะ รู้ทันมัน อาจารย์มหาบัวเคยสอนหลวงพ่อ บอกว่า พุทโธไปเลยก็ได้ พุทโธแล้วรู้ทันจิตมั่งนะ จิตไหลแล้วรู้ จิตไหลแล้วรู้เนี่ย มันจะทวนเข้ามาเอง อย่าดึง มันจะเข้ามาเอง พอเข้ามาถึงฐาน เป็นคนดู มันเห็น ธาตุขันธ์ทำงาน จิตถึงฐานจริงๆนะ อยู่กลางๆ

โยม : ถ้าผมใช้วิธีว่า ดูสบายๆ ดูร่างกายสบาย ใจสบาย แล้วก็ พอมันคิดเนี่ย เราก็ไปดูมัน อย่างนี้ได้มั้ยครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ดูกายก็ได้นะ แต่ว่าดูกายแล้วระวังอันหนึ่ง จิตไหลไปที่กาย ถ้าดูกายแล้วจิตไหลไปที่กายเนี่ย คือ จิตไม่ตั้งมั่น ถ้าดูกายแล้วเหมือนเรานั่งอยู่นี่ เห็นกายเราอยู่นี่(อีกที่-ผู้ถอด) จิตไม่ไหลเข้าไปในกาย อย่างนี้ใช้ได้นะ เพราะฉะนั้นจะดูกายก็ได้ จะดูลมหายใจอะไรอย่างนี้ แต่ถ้าจิตไหลไปอยู่กับลมเนี่ย จิตออกนอกแล้ว จิตไม่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูจริง จุดนี้แหละที่ฆราวาสจะพลาดตรงนี้เยอะเลย จิตไม่ถึงฐานน่ะ ไม่มีแรงพอ จะกระจายเพลินๆไป แล้วจะมีแต่ความสุขนะ นานแล้วสบาย โอ..หลั่นล้าทั้งวันเลย ใช่หรือเปล่า

โยม : ครับ หลวงพ่อครับ อีกนิดนึงฮะ ถ้าเกิดว่าลักษณะของการเป็นผู้รู้ผู้ดู เหมือนกับว่า มีระยะห่างจากขันธ์ที่มันเกิดขึ้น อย่างนั้นใช่มั้ยครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ใช่ แต่ว่าไม่ประคองให้ห่างนะ แต่มันห่างเอง แต่ถ้าเราจงใจดึงให้ห่างเนี้ย จะตึงเลย ตึงเครียดไป มันแยกเองน่ะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดประชาสันติ จ.พังงา
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันอาทิตย์ที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๔
CD: วัดประชาสันติ จ.พังงา วันที่ ๒๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
File: 540123.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๕๑ วินาทีที่ ๕๙ ถึง นาทีที่ ๕๔ วินาทีที่ ๒๖

http://www.dhammada.net/2011/06/16/9810/


๙.๒

อ้างถึง
หลวงพ่อปราโมทย์: เมื่อเดือนก่อนไปกราบท่านอาจารย์มหาบัว ท่านไม่สบายนะวันที่ไปน่ะ เป็นวันฉัตรมงคลหรือเปล่า ใช่ไหม เป็นวันฉัตรมงคล ตอนเช้าท่านออกมารับโยมนะ ฉันไปนิดหน่อยหรือไง ท่านเป็นลมล่ะ พระต้องเอาท่านกลับกุฏิล่ะ ไปนวด ให้ออกซิเย่นน่ะ นวด ท่านค่อยยังชั่วขึ้นมา บ่าย ๓ โมงกว่า

เข้าไปกราบท่าน ๓ โมงครึ่ง  ทีแรกท่านก็เนือย ๆ เหนื่อย ๆ นะ สังขารเป็นอย่างงั้นนะ สักพักน่ะ ก็ดู ๆ ไปในความชราของท่าน ในความเจ็บไข้ของท่านนะ ท่านมีความสุขจังเลย มีความสุขที่พวกเราไม่มีนะ ไอ้คนแข็งแรงก็ไม่มีความสุขอย่างนี้นะ คนหนุ่มคนสาวเขาก็ไม่มีความสุขอย่างนี้ เราดูแล้วเราเห็นตัวอย่างที่ดีนะ ดูครูบาอาจารย์มาแต่ละองค์ ๆ ท่านมีความสุข ยิ่งอยู่ไปยิ่งมีความสุขนะ พัฒนาไปเรื่อย งั้นเรามาเดินตามแนวของท่านนะ ท่านเดินยังไง ท่านเดินอยู่ในหลักของไตรสิกขานั่นเอง ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ได้เดินนอกแนวทางนี้ไปได้หรอก ทุกองค์ ๆ ก็เดินอยู่ในแนวทางอันนี้

.
.

ฯลฯ

.
.

ถัดจากนั้นเรามาฝึกสมาธิ อย่าไปกลัวคำว่าสมาธิ สมาธิเป็นเรื่องธรรมดานะ สมาธิมี ๒ จำพวก สมาธิชนิดที่หนึ่งนะ เป็นสมาธิเพื่อการพักผ่อนนะ ทำสมาธิเพื่อพักผ่อน เช่น เรา พุท โธ พุท โธนะ จิตใจเราสบายอยู่กับพุท โธ สงบ ได้พักผ่อน หายใจออก หายใจเข้า จิตใจสงบ อยู่กับลมหายใจ ได้พักผ่อน ดูท้องพองยุบนะ จิตใจสงบอยู่กับท้อง ได้พักผ่อน ไปเดินจงกรมนะ จิตใจสงบอยู่กับร่างกาย จะอยู่กับเท้า หรืออยู่กับร่างกายทั้งร่างกายก็ได้ แบบนี้ก็ได้พักผ่อน คือจิตได้ไปอยู่สงบ อยู่กับอารมณ์อันเดียวอย่างต่อเนื่อง สบายอยู่ในอารมณ์อันเดียวอย่างต่อเนื่อง จิตสงบได้พักผ่อน

จิตปกตินั่น ร่อนเร่อยู่ตลอดเวลานะ หยิบฉวยอารมณ์โน้น หยิบฉวยอารมณ์นี่ตลอดเวลานะ สังเกตดู ใจของเราเดี๋ยวก็อยากดู เดี๋ยวก็อยากฟัง เดี๋ยวก็อยากได้กลิ่น เดี๋ยวก็อยากได้รส เดี๋ยวก็อยากสัมผัสโน่นสัมผัสนี่ เดี๋ยวก็อยากทางใจ อยากชิม อยากนึก อยากปรุง อยากแต่ง อยากสงบ อยากได้มรรคผลนิพพานนะอยากดี ไม่อยากชั่ว อยากสุขไม่อยากทุกข์ มีความอยากเกิดขึ้นตลอดเลย

จิตมันหิวอารมณ์ มันก็ดิ้นหาอารมณ์ไปเรื่อย ไม่สงบ เราก็เลือกดู ว่าถ้าเราอยู่กับอารมณ์ชนิดไหนแล้วมีความสุขนะ เราก็อยู่กับอารมณ์ชนิดนั้นนะ พอจิตได้ยินอารมณ์ ได้เสวยอารมณ์ที่มีความสุขแล้ว จิตก็ไม่ร่อนเร่ไปที่อื่น

หลักของการทำสมถะนะ ทำสมาธิให้เป็นสมถกรรมฐานเพื่อพักผ่อนเนี่ย เราเลือกดูว่าเราอยู่กับอารมณ์ชนิดไหนแล้วมีความสุข ต้องเป็นอารมณ์ที่เป็นกุศลนะ อย่างหลวงพ่อตั้งแต่เด็กนะ อยู่กับลมหายใจนะ แล้วมีความสุข ดังนั้นเวลาต้องการการพักผ่อน หลวงพ่อก็มารู้ลมหายใจ จิตไม่หนีไปที่อื่น จิตอยู่กับลมหายใจ อยู่ในอารมณ์อันเดียว ไม่ร่อนเร่ ไปตะครุบอารมณ์โน่นทีอารมณ์นี่ที จิตใจสงบมีความสุขขึ้นมา ได้พักผ่อน อันนี้เป็นสมาธิแบบหนึ่งนะ

สมาธิแบบที่สองเป็นสมาธิของการเตรียมความพร้อมทางจิตใจ เพื่อจะไปทำการเจริญปัญญา หรือทำวิปัสสนา สมาธิอันที่หนึ่งทำไปเพื่อพักผ่อน ให้มีความสุข มีความสงบ สมาธิอันที่สองเป็นการเตรียมจิตให้พร้อมกับการเจริญปัญญานะ จิตที่จะเจริญปัญญาได้ต้องเป็นจิตที่ตั้งมั่นนะ ไม่ใช่สงบแล้วก็เพลินอยู่กับความสุขความสงบ จิตที่ใช้เดินปัญญาได้เป็นจิตที่ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน รู้สึกตัว เป็นจิตที่รู้สึกตัว จิตชนิดนี้จะไม่ไหลตามอารมณ์ แต่ว่าอารมณ์มันจะไหลผ่านมา จิตเป็นแค่คนดู จิตไม่ไหลตามอารมณ์ ไม่เหมือนอารมณ์ชนิดแรกนะ อารมณ์ชนิดแรกน่ะ จิตไปแนบอยู่กับตัวอารมณ์ รู้ลมหายใจ จิตไปอยู่กับลมหายใจ รู้ท้องจิตไปอยู่ที่ท้อง รู้มือจิตอยู่ที่มือ แล้วไม่หนีไปที่อื่น สงบอยู่อย่างนั้น

สมาธิอย่างที่สองที่จะใช้เดินปัญญาเนี่ยนะ จิตตั้งมั่นเป็นแค่คนดู เห็นอารมณ์ทั้งหลายผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จิตตั้งมั่นเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดู ไม่ไหลตามอารมณ์ไป คล้ายๆ เราอยู่บนฝั่งริมแม่น้ำ ริมคลอง เรายืนอยู่บนฝั่งเห็นสิ่งต่าง ๆ ลอยน้ำมา ท่อนไม้ลอยน้ำมาบ้างนะ หมาเน่าลอยมาบ้าง ดอกไม้ลอยมาบ้างนะ เห็นเรือผ่านมาบ้าง เห็นคนว่ายน้ำผ่านมาบ้าง เราอยู่บนบก เราไม่โดดลงในน้ำ เราเห็นทุกอย่างไหลผ่านหน้าเราไปเฉยๆ

สมาธิชนิดนี้นะ จิตจะตั้งมั่น เป็นผู้รู้ผู้ดู เห็นปรากฎการณ์ทั้งหลาย ไหลผ่านหน้าไป เช่น เห็นความสุขไหลผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เห็นความทุกข์ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เห็นความสงบผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เห็นความฟุ้งซ่านผ่านมาแล้วก็ผ่านไปนะ เห็นความโลภ ความโกรธ ความหลงผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เห็นความดีใจ ความเสียใจ ความกลัว ความเกลียด ความพยาบาทนะ เห็นทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหล่ะ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จิตเป็นคนดู ดูอยู่ห่าง ๆ นะ

เราต้องค่อย ๆ ฝึกนะ ให้มีจิตชนิดนี้ จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูเนี่ย เป็นจิตที่หลุดออกจากโลกของความคิด เป็นจิตที่หลุดออกจากโลกของความคิดนะ จิตที่ไหลไปแช่ไปนิ่งอยู่ในอารมณ์ มักจะเพลินไปในโลกของความคิด ยิ่งคิดถึงพุทโธ คิดถึงลมหายใจ คิดถึงท้องพองยุบนะ แล้วก็เพลินไป ส่วนจิตที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนะ มันจะหลุดออกจากโลกของความคิดได้

วิธีที่จะฝึกไม่ยากเท่าไรนะ ฝึกสังเกตจิตที่ไหลไปคิด จิตที่หลงไปคิด วิธีฝึกนะ เบื้องต้นทำกรรมฐานสักอันหนึ่งก่อน กรรมฐานอันที่เคยทำนั่นแหล่ะ เคยพุทโธ ก็พุทโธ เคยรู้ลมหายใจก็ลมหายใจ เคยดูท้องพองยุบก็ดูท้องพองยุบไปนะ เคยทำกรรมฐานอะไรก็ทำไป แต่ไม่ได้ทำเพื่อให้จิตเข้าไปแนบ เข้าไปนิ่ง อยู่กับตัวกรรมฐาน ปรับ ปรับการทำนิดหนึ่งนะ ปรับการทำนิดหนึ่ง เช่น เราอยู่กับพุทโธ พุทโธไป แล้วรู้อะไร รู้ทันจิต รู้ทันจิตเลยนะ พุทโธ พุทโธไป จิตสงบอยู่ รู้ว่าสงบอยู่ พุทโธ พุทโธ พุทโธ จิตหนีไปคิด รู้ว่าจิตหนีไปคิด หรือบางคนอยู่กับลมหายใจนะ แต่เดิมรู้ว่าลมหายใจ จิตไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ ที่นี่เป็นแบบแรก สงบ ถ้าสมาธิแบบที่สองนะ เห็นร่างกายหายใจ ใจเป็นคนดูอยู่ หายใจไปด้วยความรู้สึกตัวนะ หายใจไปด้วยความรู้สึกตัว จิตไม่ไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ แล้วต่อมาจิตหนีไปคิด จิตไหลไปคิดปึ้บ มีสติรู้ทันว่าจิตไหลไปคิด เมื่อไรรู้ทันว่าจิตหนีไปคิดนะ เมื่อนั่นจิตจะตื่นขึ้นมา

ที่หลวงพ่อบอกว่า ตื่น  ๆ บางคนไปโม้นะ บอกว่าตัวเองได้พระโสดา เพราะหลวงพ่อบอกว่าตื่นแล้ว ตื่นนี่แค่เบื้องต้นมีสมาธิเท่านั้นเอง เบื้องต้นเพื่อเจริญปัญญาต่อไป หลวงพ่อเทียนจึงบอกว่า ถ้ารู้ว่าจิต คิดจะได้ต้นทาง ต้นทางของการปฏิบัตินะ ไม่ใช่ได้โสดา เพราะงั้นเรารู้สึกตัวขึ้นมานะ จิตไหลไปคิดเรารู้ พุทโธ พุทโธ จิตหนีไปคิดเรารู้ หายใจไปหายใจออกหายใจเข้า จิตหนีไปคิดเรารู้ ดูท้องพองยุบไป จิตหนีไปคิด เราคอยรู้ เพราะงั้นจิตไหลไปอยู่ที่ท้องก็คอยรู้นะ จิตไปเพ่งก็รู้ จิตคอยคิดจิตก็รู้

สรุปแล้วก็คือ ทำกรรมฐานขึ้นสักอันหนึ่ง แล้วจิตไปเพ่งก็รู้ จิตเผลอไปก็รู้ เมื่อก่อนหลวงพ่อพูดเรื่อยๆ เผลอกับเพ่ง จำได้ไหม ถ้าไม่เผลอ ไม่เพ่งจิตก็ตื่นขึ้นมา เป็นผู้รู้ผู้ตื่น จิตมีสมาธินั่นเอง เพราะงั้นเราทำกรรมฐานขึ้นสักอันหนึ่ง แล้วจิตไปเพ่งอารมณ์ ไปเพ่งลมหายใจเข้าออกก็รู้ ไปดูท้องพองยุบแล้วจิตไปอยู่ที่ท้องก็รู้ เดินจงกรมแล้วจิตไปอยู่ที่เท้าก็รู้ รู้ทันนะ พอรู้ทันแล้วจิตมันจะถอนตัวขึ้นมาเป็นผู้รู้ได้ทันได้เอง

หรือจิตหลงไปคิด หายใจอยู่ พุทโธอยู่ ดูท้องพองยุบอยู่ จิตหลงไปคิดแล้ว รู้ทัน พอรู้ทันแล้วจิตจะถอนตัวขึ้นมา เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนะ จิตตัวนี้จะโปร่ง โล่ง เบา อ่อนโยน นุ่มนวล คล่องแคล่ว ว่องไว ไม่หนัก ไม่แน่น ไม่ซึม ไม่ทื่อนะ จิตชนิดนี้แหล่ะ พร้อมที่จะเจริญปัญญาแล้ว

เพราะฉะนั้นสมาธินั่นก็มี ๒ ส่วน สมาธิที่ทำไปเพื่อความสุข ความสงบ อันหนึ่ง สมาธิเพื่อเตรียมจิตให้พร้อมกับการเดินปัญญาเป็นอีกอย่างหนึ่งนะ พอจิตพร้อมกันการเดินปัญญา รู้ตัวแล้วเนี่ย ไม่หยุดอยู่แค่นั้น ต้องมาเดินปัญญานะ

ฯลฯ

สวนสันติธรรม
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔
Track: ๑๓
File: 530516A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๒๘ ถึง นาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๒๙


http://forum.02dual.com/index.php?topic=952.0



***********

ฟังหลวงตามาหลายกัณฑ์ล่ะ
ยังไม่เคยได้ยินท่านสอนสมาธิแบบที่สอง ท่านสอนแต่แบบแรก แล้วนำจิตที่มีสมาธิแบบนั้นก้าวเดินทางปัญญา
คำว่าตั้งมั่นท่านก็ไม่ได้สอนเหมือนท่านปราโมทย์เลย

หลวงตาเมตตาตอบปัญหาโยมคนหนึ่ง ดังนี้

อ้างถึง
โยม: ขออนุญาตกราบเรียนถามเรื่องภาวนาค่ะ ที่หนูเคยกราบเรียนไปเมื่อครั้งที่แล้วเรื่องการภาวนาของหนู หนูได้พยายามทำตามนั้นมาตลอด ตั้งแต่ตื่นจนหลับหนูจะพยายามบริกรรมพุทโธ แล้วก็จะดูที่ความคิดกับอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น แล้วก็พยายามใช้ธรรมะกับเหตุผลคอยสอนตัวเอง เวลานี้หนูก็ทำตามนั้น แต่ว่าหนูรู้สึกว่าความสงบมีมากขึ้น เวลาหนูดูความคิดกับอารมณ์ต่างๆ อารมณ์ต่างๆ ที่เป็นกิเลสนะคะ ส่วนใหญ่ก็ลงที่ว่ามันเป็นทุกข์หรือไม่ก็เป็นอนิจจัง แล้วหนูก็พยายามดูอารมณ์ต่างๆ กลับเข้ามาข้างในให้จิตใจอยู่นิ่งตลอด เวลานี้หนูทำได้มากขึ้น เวลาที่หนูต้องการความสงบพยายามทำสมาธิ หนูบริกรรมได้นานขึ้น

ความสงบที่เกิดขึ้นกับหนูมากที่สุดเป็นลักษณะนี้ค่ะ คือหนูพยายามบริกรรมตลอด มันจะมีช่วงหนึ่งที่รู้สึกง่วง แต่หนูพยายามมีสติอยู่กับคำบริกรรม หลังจากนั้นก็รู้สึกว่ามีบางอย่างเคลื่อนลงไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม จากนั้นหนูรู้สึกว่าสบาย ข้างในรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในที่ว่างๆ ข้างนอกกับข้างในจะแยกจากกัน แต่หนูยังได้ยินเสียงต่างๆ ข้างนอกค่ะ แต่รู้สึกสบาย จากนั้นหนูพยายามบริกรรมต่อ แต่เมื่อหนูบริกรรมต่อจะรู้สึกปวดศีรษะและรู้สึกแน่นภายในหน้าอก หนูอยากทราบว่าที่หนูควรจะทำเวลานี้คือหนูพยายามบริกรรมอย่างเดียว ให้ได้สมาธิที่แน่นหนามั่นคงมากขึ้น หรือว่าหนูควรปฏิบัติตามเดิม คือบริกรรมสลับกับการดูความคิดอารมณ์และสอนตัวเองอย่างเดิมเวลาอารมณ์จะออก

หลวงตา: ถ้าจิตมันไม่ค่อยสงบก็ใช้คำบริกรรมให้มากติดต่อกันกับสติติดแนบกันไป เมื่อมันสงบแล้วจะพิจารณาอะไรก็มีโอกาสที่จะพิจารณาได้ เพราะไม่มีอะไรกวน เข้าใจเหรอ คือจิตไม่สงบมันกวน จะพิจารณาก็เป็นสัญญาอารมณ์ไปเลยไม่เป็นปัญญา ถ้าจิตมันสงบตัวของมันแล้วพิจารณาปัญญา มันอิ่มอารมณ์มันก็ทำงานตามเรา นั่นท่านเรียกว่าใช้ปัญญา ก็มีเท่านั้นแหละ หลักสำคัญคือบริกรรมภาวนา พอถึงวาระที่จะปล่อย ยังไงก็ไม่อยู่ปล่อยเอง มันหากรู้ในตัวเอง จิตเวลาละเอียดเข้าไปๆ คำบริกรรมจะค่อยหมดความจำเป็นเข้าไปๆ จนกระทั่งมีแต่ความรู้ล้วนๆ สติจับอยู่กับความรู้นั่นเลย คำบริกรรมเลยไม่มี มันเป็นของมันเองนะ เข้าใจแล้วหรือ จับอันนี้ไว้ให้ดี จะให้เราพูดทุกแง่ทุกมุมมันไม่ไหวแหละ เอาแค่นั้นก่อนนะ

โห เราอยากให้เห็นนะเรื่องการภาวนาของเล่นเมื่อไร อย่างที่เราพูดอยู่นี้ดีไม่มีใครเขาจะว่าบ้ากันทั่วโลก พวกนี้พวกบ้าทั่วโลกมันไม่ว่าเข้าใจไหมล่ะ อะไรจะอัศจรรย์ยิ่งกว่าธรรม พระพุทธเจ้าเลิศขึ้นเพราะธรรม เพราะภาวนา เอาละ

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗
ปฐมฤกษ์มหามงคล

http://luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=2870&CatID=2



จิตตั้งมั่นของหลวงตา อ่านได้ที่ความคิดเห็นที่ 2
หรือที่นี่
http://luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=1568&CatID=1


ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: กันยายน 20, 2011, 02:55:02 pm »
เพิ่มเติม จากกระทู้ของคุณ ไปไหนมาสามวาสองศอก ครับ

คำถาม   

โดย : พิสิษฐ์ ถามเมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2546

ระลึกรู้ ที่ความรู้สึกของการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นหลัก   

 อยากกราบเรียนถามหลวงตาว่า กระผมเจริญสติแบบนี้ถูกต้องหรือไม่ครับ
1.ผมจะระลึกรู้ที่ความรู้สึกของการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวันเป็นหลัก

2.เมื่อความคิดฟุ้งซ่าน มีความเด่นชัดกว่าความรู้สึกทางกาย ก็จะมาระลึกรู้ตรงความคิดแทน จนความคิดมันดับไปเอง แล้วจึงย้อนกลับมาระลึกรู้ที่กายต่อไปตามเดิมครับ   

3.บางคราวทนกับความคิดหรืออารมณ์บางอย่างไม่ไหวครับ ก็จะรีบมาระลึกที่ความรู้สึกทางกายทันที(จนบางคราวความคิดหรืออารมณ์ดังกล่าวหยุดทันทีครับเพราะจิตไประลึกรู้ที่กายแทน)...

จึงเรียนถามว่าปฏิบัติแบบนี้ถูกหรือไม่ครับ   ท้ายนี้ขอให้หลวงตามีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงครับผม

May0246

คำตอบ

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2546

เรียนคุณพิสิษฐ์
หลวงตาเมตตาแสดงธรรมตอบปัญหาของคุณให้
เมื่อเช้าวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ณ วัดป่าบ้านตาด ดังนี้

โยม            :     ๑) ผมจะระลึกรู้ที่รู้สึกการเคลื่อนไหวของร่างกายในชีวิตประจำวันเป็นหลัก

หลวงตา     :     ถูกต้อง เอ้าข้อสองว่ามา

โยม            :     ข้อสอง เมื่อความคิดฟุ้งซ่านมีความรู้สึกเด่นชัดกว่าความรู้สึกทางกาย ก็จะมาระลึกรู้ตรงกับความคิดแทน จนความคิดมันดับไปเอง แล้วจึงกลับมาระลึกรู้ที่กายต่อไปตามเดิมครับ

หลวงตา     :    เอาละที่มันไม่ค่อยถูกก็ไม่เอาละ เอาที่มาพิจารณาอยู่ที่กายนี้เหมาะสมแล้ว สติอยู่ที่กายถูกต้อง อันนั้นมันเร่ร่อนไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ เอ้าว่ามา

โยม            :     ข้อที่สาม บางคราวทนกับความคิดหรืออารมณ์บางอย่างไม่ไหว ก็จะรีบมาระลึกที่ความรู้สึกทางกายทันที (บางคราวจนความคิดหรืออารมณ์ดังกล่าวหยุดทันที เพราะจิตไประลึกรู้ที่กายแทน จึงเรียนถามว่าปฏิบัติแบบนี้ถูกหรือไม่ครับ

หลวงตา     :     ถูกต้องอันนี้ รู้ที่กายถูกต้อง


(ทีมงานขอตั้งจิตอนุโมทนาและขอให้ขั้นธรรมก้าวยิ่งขึ้นไป)



http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1336.msg21672#msg21672
ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: กันยายน 27, 2011, 01:50:27 pm »
ดันหน่อยครับ
เห็นมีคนสงสัยเรื่อง เนรคุณ
ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2011, 04:00:39 pm »
๑๐. รู้ทัน โคตรดริฟท์

อ้างถึง
พระปราโมทย์เทศน์ที่วัดเบญจมบพิตร
http://www.youtube.com/watch?v=415EDwh3-cE


เวลาในคลิป 10.35

"...สักเดือนก่อนมีครูบาอาจารย์องค์นึง ท่านไม่สบาย
คุณแม่จันดี ใครรู้จักมั้ย

คุณแม่จันดี นามสกุลเค้าดีนะ โลหิตดี สายเลือดท่านดีนะ
ท่านเป็นน้องของหลวงตามหาบัว

ไปคุยกับท่าน
ท่านถามว่า "หลวงพ่อภาวนายังไง?" คุยกันนะ

บอกหลวงพ่อภาวนา รู้ลมหายใจ (ชี้ตรงปลายจมูก)
หายใจไปจิตมันรวมอยู่ที่จมูกเนี่ย แล้วก็ดูจิต

จนมันสว่างขึ้นมา สว่าง

เวลาเราหายใจ ลมมันจะตื้นขึ้นๆ

แต่เดิมหายใจมันจะลงลึก หัดแรกๆ
พอจิตเริ่มสงบเนี่ย ลมมันจะตื้น
ตื้นอยู่ที่ปลายจมูกนิดเดียว สว่าง

บอก เรารู้ว่าจิตหยุด ไม่ใช่ไปดูแสงสว่างอยู่นะ
จิตรวมลงไปตรงนี้ พุทโธๆ ไป หายใจไป มันสว่างขึ้นมา เราก็รู้ตัว รู้ทันจิต

ท่านบอก "โอ้ อันเดียวกันเลย ธรรมะลงเป็นเนื้อเดียวกัน" ท่านว่าอย่างนี้

ท่านบอกเลยนะ อาจารย์มหาบัว หลวงตาสอนท่านนะ สอนพุทโธ พุทโธไว้ตรงนี้ท่านบอก (ชี้ที่ปลายจมูก)
พุทโธแล้วก็รู้ทันจิต

เคล็ดลับของการพุทโธ เคล็ดลับของการทำกรรมฐาน ไม่ว่าอะไร
เคล็ดลับของมันอยู่ที่รู้ทันจิต..."




***********









ท่านปราโมทย์มักเล่าประวัติให้ฟังบ่อยๆ นะครับในซีดี

มีแผ่นนึง ท่านบอกว่าหลังจากเรียนกับหลวงปู่ดูลย์
ท่านลืมสมถะไปเลย

แต่แรงส่งมันแรง

(เข้าใจว่า ส่งแรงได้ถึงสองขั้น คือสกิทาคา)

ทิ้งไปนาน กว่าจะกลับมาดูลมหายใจก็ตรงป้ายรถเมล์ที่เล่าบ่อยๆ น่ะครับ

(ลองอ่านรู้ทันข้อ 1 และข้ออื่นๆ ในกระทู้นี้
และในหนังสือ 4 วันในสวนสันติธรรม ที่เล่าประวัติไว้ค่อนข้างละเอียด มันไม่มีแนวรู้ลมตรงปลายจมูกใ้ห้จิตรวมแล้ว รู้ทันจิตเลยนี่นา)

***โปรดสังเกตว่า ท่านไม่ยอมกล่าวว่า พุทโธไป รู้ทันจิตไป อย่างที่เคยสอนนะครับ (ในรู้ทัน ข้อ 9 ในกระทู้นี้)
ตรงนี้บอกว่า รวม แล้วค่อย รู้ทัน****

ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

เสขะ

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 478
  • ได้รับการอนุโมทนา 7
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2011, 07:00:27 pm »
อ้างถึง
ท่านบอก "โอ้ อันเดียวกันเลย ธรรมะลงเป็นเนื้อเดียวกัน" ท่านว่าอย่างนี้

เนียนมาก อ้างแบบเนียนๆ ลีลาที่ลุงโมทย์ใช้ประจำ

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2011, 11:36:35 pm »
รู้ทัน 10.1

อ้างถึง
พระปราโมทย์เทศน์ที่วัดเบญจมบพิตร
http://www.youtube.com/watch?v=415EDwh3-cE


เวลาในคลิป 10.35

"...สักเดือนก่อนมีครูบาอาจารย์องค์นึง ท่านไม่สบาย
คุณแม่จันดี ใครรู้จักมั้ย

คุณแม่จันดี นามสกุลเค้าดีนะ โลหิตดี สายเลือดท่านดีนะ
ท่านเป็นน้องของหลวงตามหาบัว

ไปคุยกับท่าน
ท่านถามว่า "หลวงพ่อภาวนายังไง?" คุยกันนะ

บอกหลวงพ่อภาวนา รู้ลมหายใจ (ชี้ตรงปลายจมูก)
หายใจไปจิตมันมารวมอยู่ที่จมูกเนี่ย แล้วก็ดูจิต

ฯลฯ


*********

หนทางยังมีอยู่  :-X

อ้างถึง
หัดรู้หัดดูมากเข้าๆ จะเห็นเลยโอ้ย จิตนี้ไม่เที่ยงนะ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จิตนี้เป็นอนัตตาเราบังคับมันไม่ได้ สั่งให้มันดีก็ไม่ได้นะ ห้ามมันไม่ให้ชั่วก็ไม่ได้ คอยดูไปเรื่อย เดี๋ยวก็เผลอ เดี๋ยวก็เผลอนะ หัดดูไป เผลอแว๊บไปรู้สึก แว๊บไปรู้สึกไปเรื่อย จิตที่เผลอเป็นอกุศล เกิดขึ้นมาห้ามมันไม่ได้ จิตจะรู้สึกตัวคือรู้ทันว่าเมื่อกี๊เผลอไป สั่งให้เกิดก็ไม่ได้นะ แต่ถ้าจิตมันจำได้ว่าเผลอเป็นยังไง สติถึงจะเกิดถึงจะระลึกขึ้นได้ว่าเผลอไปแล้วนะ เผลอไปแล้วนะ รู้ตามหลังไปติดๆอย่างนี้ตลอดเวลา การดูจิตดูตามหลังไปเรื่อยๆนะ ดูไปเมื่อกี๊เผลอไปละ เมื่อกี๊เผลอไปละ รู้ไปเรื่อยๆ เมื่อกี้โกรธไปละ เมื่อกี้โลภไปละ คอยรู้คอยดูตามหลังไปเรื่อยๆ เช่นเราขับรถอยู่คนปาดหน้าเราปั๊บนี่ มันโกรธละ โกรธรู้ว่าโกรธนะ โกรธรู้ว่าโกรธ ถ้ารู้ถูกต้อง ความโกรธจะดับทันทีแล้วก็รู้อีก ความโกรธดับไปละ ถ้ารู้ไม่ถูกต้อง ความโกรธเกิดขึ้นอยากให้หายโกรธ พออยากให้หายโกรธนี่จิตมีโทสะอีกละ มีโทสะตัวที่สอง อันแรกนี่โกรธไอ้คนที่ปาดหน้าเรา อันที่สองโกรธตัวเองที่มันมีกิเลส โกรธความโกรธที่เกิดขึ้น เราก็รู้ตามไปทีละขณะๆ จิตใจตอนนี้กำลังโกรธความโกรธตัวแรกอยู่ รู้ทัน ถ้ารู้ทันความโกรธตัวแรกจะดับเลย จิตจะตื่นขึ้นมา เต็มที่ขึ้นมา คอยตามรู้ตามดูไปเรื่อยๆนะ ไม่ใช่เรื่องยากอะไร

ธรรมเทศนา ณ ศาลาลุงชิน โดย หลวงพ่อ "ปราโมทย์ ปาโมชโช"
วันอาทิตย์ที่ 21 พ.ค. 49
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=121908

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 03, 2011, 11:46:23 pm โดย สว่าง »
ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2011, 11:43:34 pm »
รู้ทัน 10.2

อ้างถึง
พระปราโมทย์เทศน์ที่วัดเบญจมบพิตร
http://www.youtube.com/watch?v=415EDwh3-cE


เวลาในคลิป 10.35

"...สักเดือนก่อนมีครูบาอาจารย์องค์นึง ท่านไม่สบาย
คุณแม่จันดี ใครรู้จักมั้ย

คุณแม่จันดี นามสกุลเค้าดีนะ โลหิตดี สายเลือดท่านดีนะ
ท่านเป็นน้องของหลวงตามหาบัว

ไปคุยกับท่าน
ท่านถามว่า "หลวงพ่อภาวนายังไง?" คุยกันนะ

บอกหลวงพ่อภาวนา รู้ลมหายใจ (ชี้ตรงปลายจมูก)
หายใจไปจิตมันมารวมอยู่ที่จมูกเนี่ย แล้วก็ดูจิต

ฯลฯ


**********

ผู้เดินทางยังไม่ขาดสาย  :'(

ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2011, 11:51:48 pm »
รู้ทัน 10.3

อ้างถึง
พระปราโมทย์เทศน์ที่วัดเบญจมบพิตร
http://www.youtube.com/watch?v=415EDwh3-cE


เวลาในคลิป 10.35

"...สักเดือนก่อนมีครูบาอาจารย์องค์นึง ท่านไม่สบาย
คุณแม่จันดี ใครรู้จักมั้ย

คุณแม่จันดี นามสกุลเค้าดีนะ โลหิตดี สายเลือดท่านดีนะ
ท่านเป็นน้องของหลวงตามหาบัว

ไปคุยกับท่าน
ท่านถามว่า "หลวงพ่อภาวนายังไง?" คุยกันนะ

บอกหลวงพ่อภาวนา รู้ลมหายใจ (ชี้ตรงปลายจมูก)
หายใจไปจิตมันมารวมอยู่ที่จมูกเนี่ย แล้วก็ดูจิต

ฯลฯ


*********

ลงมือเสียแต่วันนี้  :-\

อ้างถึง
หลวงพ่อปราโมทย์: ให้เราคอยรู้สึกกายรู้สึกใจนะ เราเห็นกายมันทำงาน เห็นกายมันยืน มันเดิน มันนั่ง มันนอน ใจเราเป็นคนดูมัน เราเห็นจิตใจเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย คอยดูเฉยๆ อย่าไปบังคับมันนะ

ก่อนจะรู้ ก็อย่าไปจงใจจะรู้ พวกเราบางคนภาวนาแล้วเครียด เพราะว่าเราทำผิด บางคนภาวนาเครียดเนี่ย เพราะว่าก่อนจะรู้เนี่ย จงใจจะรู้ เวลาคิดถึงการปฏิบัติก็เริ่มต้นด้วยการ “ส่งจิตไปดู” แกว่งใหญ่ เที่ยวหาใหญ่ ว่าจะดูอะไรดี ใครเคยเป็นมั้ย เวลาจะดูจิตนั้นน่ะ เริ่มต้นด้วยการพยายามไปดูว่าตอนนี้มีอะไรให้ดู อย่างนี้ผิดนะ

ต้องให้ความรู้สึกเกิดก่อน แล้วก็ค่อยรู้เอา โลภขึ้นมาแล้วรู้ โกรธขึ้นมาแล้วรู้ หลงขึ้นมาแล้วรู้ ให้ความรู้สึกเกิดก่อนแล้วค่อยรู้ อย่าไปจงใจดักรอดู ถ้ารอดูเมื่อไหร่นะ จะเพ่ง ใจจะนิ่งๆ ทื่อๆ ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราอย่าไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดก่อนแล้วค่อยรู้ โกรธขึ้นมาแล้วรู้ว่าโกรธ โลภขึ้นมาแล้วรู้ว่าโลภ หลงแล้วรู้ว่าหลง เห็นมั้ยให้มันเกิดขึ้นก่อน

เพราะฉะนั้นเราไม่ได้ห้ามโกรธนะ โกรธก็ได้ โลภก็ได้ หลงก็ได้ เราไม่ได้ห้ามหรอก มันเกิดขึ้นมาแล้วเราคอยรู้ แต่รู้ไวๆ ไม่ใช่เมื่อวานโกรธ วันนี้ถึงจะรู้ อย่างนี้ช้าไป ใช้ไม่ได้ โกรธมาแล้ว ๓ นาที แล้วยังไม่ทันจะหายโกรธ ระลึกขึ้นได้แล้ว โอ๊ะ.. โกรธนี่ อย่างนี้ใช้ได้ นะ

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก่อนฉันเช้า
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 521204B.mp3
ลำดับที่ ๑๒
ระหว่างนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๖ ถึง นาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๓๘


http://www.dhammada.net/2010/12/11/5856/
ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2011, 11:59:34 pm »
รู้ทัน 10.4

อ้างถึง
พระปราโมทย์เทศน์ที่วัดเบญจมบพิตร
http://www.youtube.com/watch?v=415EDwh3-cE


เวลาในคลิป 10.35

"...สักเดือนก่อนมีครูบาอาจารย์องค์นึง ท่านไม่สบาย
คุณแม่จันดี ใครรู้จักมั้ย

คุณแม่จันดี นามสกุลเค้าดีนะ โลหิตดี สายเลือดท่านดีนะ
ท่านเป็นน้องของหลวงตามหาบัว

ไปคุยกับท่าน
ท่านถามว่า "หลวงพ่อภาวนายังไง?" คุยกันนะ

บอกหลวงพ่อภาวนา รู้ลมหายใจ (ชี้ตรงปลายจมูก)
หายใจไปจิตมันมารวมอยู่ที่จมูกเนี่ย แล้วก็ดูจิต

ฯลฯ


**********

ก่อนที่กระแสลมแห่งกาลเวลาจะพัดพารอยพระบาทของท่านหายไป  :-[

อ้างถึง
ฯลฯ

เราต้องค่อย ๆ ฝึกนะ ให้มีจิตชนิดนี้ จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูเนี่ย
เป็นจิตที่หลุดออกจากโลกของความคิด เป็นจิตที่หลุดออกจากโลกของความคิดนะ จิตที่ไหลไปแช่ไปนิ่งอยู่ในอารมณ์ มักจะเพลินไปในโลกของความคิด ยิ่งคิดถึงพุทโธ คิดถึงลมหายใจ คิดถึงท้องพองยุบนะ แล้วก็เพลินไป ส่วนจิตที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนะ มันจะหลุดออกจากโลกของความคิดได้

วิธีที่จะฝึกไม่ยากเท่าไรนะ ฝึกสังเกตจิตที่ไหลไปคิด จิตที่หลงไปคิด วิธีฝึกนะ เบื้องต้นทำกรรมฐานสักอันหนึ่งก่อน กรรมฐานอันที่เคยทำนั่นแหล่ะ เคยพุทโธ ก็พุทโธ เคยรู้ลมหายใจก็ลมหายใจ เคยดูท้องพองยุบก็ดูท้องพองยุบไปนะ เคยทำกรรมฐานอะไรก็ทำไป แต่ไม่ได้ทำเพื่อให้จิตเข้าไปแนบ เข้าไปนิ่ง อยู่กับตัวกรรมฐาน ปรับ ปรับการทำนิดหนึ่งนะ ปรับการทำนิดหนึ่ง เช่น เราอยู่กับพุทโธ พุทโธไป แล้วรู้อะไร รู้ทันจิต รู้ทันจิตเลยนะ พุทโธ พุทโธไป จิตสงบอยู่ รู้ว่าสงบอยู่ พุทโธ พุทโธ พุทโธ จิตหนีไปคิด รู้ว่าจิตหนีไปคิด หรือบางคนอยู่กับลมหายใจนะ แต่เดิมรู้ว่าลมหายใจ จิตไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ ที่นี่เป็นแบบแรก สงบ ถ้าสมาธิแบบที่สองนะ เห็นร่างกายหายใจ ใจเป็นคนดูอยู่ หายใจไปด้วยความรู้สึกตัวนะ หายใจไปด้วยความรู้สึกตัว จิตไม่ไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ แล้วต่อมาจิตหนีไปคิด จิตไหลไปคิดปึ้บ มีสติรู้ทันว่าจิตไหลไปคิด เมื่อไรรู้ทันว่าจิตหนีไปคิดนะ เมื่อนั่นจิตจะตื่นขึ้นมา

ฯลฯ

สวนสันติธรรม
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๔
Track: ๑๓
File: 530516A.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๕ วินาทีที่ ๒๘ ถึง นาทีที่ ๓๒ วินาทีที่ ๒๙

http://forum.02dual.com/index.php?topic=952.0
ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2011, 12:19:57 am »
รู้ทัน 10.5

อ้างถึง
พระปราโมทย์เทศน์ที่วัดเบญจมบพิตร
http://www.youtube.com/watch?v=415EDwh3-cE


เวลาในคลิป 10.35

"...สักเดือนก่อนมีครูบาอาจารย์องค์นึง ท่านไม่สบาย
คุณแม่จันดี ใครรู้จักมั้ย

คุณแม่จันดี นามสกุลเค้าดีนะ โลหิตดี สายเลือดท่านดีนะ
ท่านเป็นน้องของหลวงตามหาบัว

ไปคุยกับท่าน
ท่านถามว่า "หลวงพ่อภาวนายังไง?" คุยกันนะ

บอกหลวงพ่อภาวนา รู้ลมหายใจ (ชี้ตรงปลายจมูก)
หายใจไปจิตมันมารวมอยู่ที่จมูกเนี่ย แล้วก็ดูจิต

ฯลฯ


************

เพราะถ้าถึงวันนั้นนะ เราจะระหกระเหินอีกแสนนาน…  very sad

อ้างถึง
ฯลฯ

เพราะฉะนั้นกฎข้อที่ ๑ ของการดูจิตเนี่ยนะ อย่าดักดู จริงๆแล้วการทำวิปัสสนาจะไม่ดักดูทั้งนั้นแหละ ดูจิตห้ามดักดูเลย ถ้าดักดูเมื่อไรจิตจะนิ่ง การดูจิตก็คล้ายกับการจะดูพฤติกรรมของเด็กซนๆสักคนหนึ่ง ถ้าเราถือไม้เรียวเฝ้าไว้นะ เราไปถือจ้องไว้อย่างนี้นะ เด็กก็ไม่กล้าซน ใช่มั้ย ไม่กล้าซน จิตก็เหมือนกัน ถ้าเราไปนั่งจ้องอยู่นะ มันไม่กล้าซน มันจะนิ่ง เพราะฉะนั้นกฎข้อที่ ๑ ของการดูจิตนะ อย่าไปจ้องมันไว้ ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนนะ แล้วค่อยรู้เอา นี่กฎข้อที่ ๑ นะ ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยรู้เอา เช่น ให้ใจลอยไปก่อน แล้วรู้ว่าใจลอย ให้โกรธไปก่อน แล้วรู้ว่าโกรธ ให้โลภไปก่อนแล้วรู้ว่าโลภ

ทำไมต้องให้มันเป็นไปก่อน คำว่า “จิตตานุปัสนนา” เนี่ย โดยคำศัพท์มันนะ คือคำว่า “จิต” คำว่า “อนุ” คำว่า “ปัสสนา” ปัสสนาคือการเห็น อนุแปลว่าตาม ตามเห็นเนืองๆซึ่งจิต เพราะฉะนั้นจิตโกรธขึ้นมา รู้ว่าจิตโกรธ ไม่ใช่ให้ไปรอดูนะว่าต่อไปนี้จิตชนิดไหนจะเกิดขึ้น ถ้าไปอ่านสติปัฏฐานให้ดีท่านจะสอนไว้ชัดๆเลยนะ ท่านบอกว่า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อจิตมีราคะ ให้รู้ว่ามีราคะ เห็นมั้ย ราคะเกิดก่อนนะ แล้วรู้ว่ามีราคะ ท่านไม่ได้สอนนะ ภิกษุทั้งหลาย จงรอดูสิว่าอะไรจะเกิดในจิตของเธอ ไม่ได้สอนอย่างนี้เลยนะ เพราะฉะนั้น จิตมีราคะ ให้รู้ว่ามีราคะ จิตมีโทสะ ให้รู้ว่ามีโทสะ จิตหลงไปใจลอยไป รู้ว่าใจลอยไป ไม่ห้ามนะ แต่ใจลอยไปรู้ว่าใจลอยไป ให้สภาวะเกิดก่อนแล้วตามรู้ นี่คือกฎข้อที่ ๑ อันแรกก็คือ ก่อนจะรู้อย่าไปดักนะ อย่าไปดักดู ก่อนจะดูเนี่ย ก่อนจะรู้จิต ก่อนจะดูจิต อย่าไปจ้องเอาไว้ ให้สภาวะเกิดแล้วก็ค่อยตามดูเอา

กฎข้อที่ ๒ ระหว่างดูจิตเนี่ย ระวังอย่าให้ถลำลงไปจ้อง ระวังอย่าถลำลงไปเพ่ง ยกตัวอย่างพวกเรา เวลาหายใจ สังเกตมั้ย เวลารู้ลมหายใจ บางทีจิตไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ เวลาดูท้องพองยุบจิตชอบไหลไปอยู่ที่ท้อง เวลาเดินจงกรมจิตไหลไปอยู่ที่เท้า นี่เรียกว่าจิตไม่ตั้งมั่น เวลาเราดูจิตก็เหมือนกัน ถ้าเห็นความโกรธผุดขึ้นมานะ ให้ดูสบายๆนะ ดูแล้วเหมือนจะเห็นว่าคนอื่นโกรธนะ ไม่ใช่เราโกรธนะ ดูห่างๆ เราเห็นความโกรธเหมือนคนเดินผ่านหน้าบ้าน หรือเหมือนเห็นรถยนต์วิ่งผ่านหน้าสเถียรฯอย่างนี้ ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา มันมาแล้วมันไปๆ ใจเราอยู่ห่างๆ เพราะฉะนั้นกฎข้อที่ ๒ เวลาดู อย่าถลำลงไปจ้อง ดูห่างๆ ดูสบายๆ ดูแบบคนวงนอก ดูเหมือนคนดูฟุตบอล นั่งบนอัฒจรรย์เห็นนักฟุตบอลวิ่งไปวิ่งมา อย่ากระโดดลงไปในสนามฟุตบอล

กฎข้อที่ ๓ ก็คือ เมื่อเห็นสภาวะใดๆแล้วนะ อย่าเข้าไปแทรกแซง อันที่ ๑ ก่อนจะรู้ อย่าไปดักรู้ อันที่ ๒ ระหว่างรู้ อย่าไปจ้อง อย่าไปถลำไปจ้อง อันที่ ๓ เมื่อรู้แล้วอย่าเข้าไปแทรกแซง เช่นความโกรธเกิดขึ้น รู้ว่าจิตมันโกรธ อย่าไปห้ามมัน ไม่ต้องห้ามมัน ความโกรธก็จะแสดงไตรลักษณ์ให้ดู เกิดได้ก็ดับได้เหมือนกัน ความโลภเกิดขึ้นก็อย่าไปว่ามันนะ ก็จะเห็นว่าความโลภเกิดขึ้นแล้วก็ดับเองได้ ความสุขความทุกข์มันก็ดับของมันเอง สิ่งทั้งหลายมีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ เราจะเห็นอย่างนี้เนืองๆ เพราะฉะนั้น เราไม่ใช่ว่า สภาวะอะไรเกิดขึ้นก็เข้าไปแทรกแซง

http://www.dhammada.net/2011/03/07/6536/

ฯลฯ



อ้างถึง

ฯลฯ

จะทำฌานสูงขึ้นไปก็ได้หรือจะทำอยู่แค่นี้ก็ได้ พอออกจากตรงนี้แล้วเนี่ย อำนาจของสมาธิที่เราทำนี้ยังทรงอยู่อีกช่วงหนึ่ง จิตของคนซึ่งเดินมาถึงตรงนี้ ถอยออกมาแล้วนะ มันจะมีตัวรู้อยู่ อยู่ได้เป็นวันๆ แต่ไม่เกิน ๗ วัน ถ้าคนไหนเกิน ๗ วัน ต้องรู้เลยว่า ไปประคองตัวรู้ไว้แล้ว ผิดอีกแล้ว มันอยู่ไม่นานหรอก อยู่วันสองวัน อะไรอย่างนี้ วันสองวันแล้วเสื่อมไป เราก็ทำเอาใหม่ อย่าอยากทำ ถ้าอยากให้ได้ดีอย่างเดิม มันจะไม่ได้ ทีนี้ฝึกไปเรื่อย จนจิตมันชำนาญนะ มันรู้จักตัวรู้ชำนาญ ต่อไปถึงไม่ทรงฌานอยู่นะ นึกถึงมันก็มีอยู่แล้ว นี่เป็นเพราะมันชำนาญแล้ว มันคือสภาวะที่ “รู้” นั่นเอง

ทีนี้พอมีสภาวะที่ “รู้” แล้วมาเดินปัญญาต่อ เห็นกายมันทำงาน ทำไมต้องดูกาย เพราะว่าถ้าดูจิตนะ มันจะนิ่งไปเลย เพราะว่าจิตนั้นมันทรงตัวอยู่ เป็นตัวรู้ไปแล้ว มันไม่คิดไม่นึกไม่ปรุงไม่แต่งอะไรแล้ว ถ้าอยู่ๆไปดูใส่ตัวจิต มันก็จะไม่มีอะไรให้ดู มีแต่ว่างๆ นิ่งๆ ไป เพราะฉะนั้นพอจิตทรงฌานะ แล้วถอยออกมาเนี่ย ควรจะมารู้กาย หรือรู้เวทนา อย่าไปดูจิต เพราะฉะนั้นรู้กายและเวทนาเนี่ย เหมาะกับสมถยานิก

ฯลฯ
http://www.dhammada.net/2011/04/05/6323/



ศิษย์เก่า ถูกทิ้ง   very sad
ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2011, 02:02:05 pm »
รู้ทัน 10.6
อ้างถึง
เพราะฉะนั้นเรามีเครื่องอยู่ของจิตไว้อันหนึ่งนะ ถ้าจะฝึกให้จิตตั้งมั่น พุทโธก็ได้ รู้ลมหายใจก็ได้ อะไรก็ได้ เอาสักอันหนึ่ง ให้จิตตั้งมั่น ให้จิตเนี่ยไปรู้เครื่องอยู่นั้นอย่างสบายๆ รู้พุทโธอย่างสบายๆ รู้ลมหายใจอย่างสบายๆ รู้ท้องพองยุบสบายๆ รู้อิริยาบถ ๔ สบายๆ รู้ร่างกาย ยืน เดิน นั่ง นอน อิริยาบถ ๔ รู้ร่างกายพอง ร่างกายยุบ รู้อย่างสบายๆ

รู้แล้วทำอะไร รู้แล้วให้จิตนิ่งอยู่กับอารมณ์อันนั้นรึ? ไม่ใช่นะ ไม่ใช่รู้แล้วบังคับให้จิตสงบนิ่งๆอยู่ในอารมณ์อันเดียว แต่รู้ เพื่อจะรู้ทันจิตที่ฟุ้งซ่านไปแล้ว ที่เคลื่อนไปแล้ว เช่นเราพุทโธๆ นะ จิตหนีไปจากพุทโธเรารู้ทัน เรารู้ลมหายใจออกหายใจเข้า จิตหนีไปจากลมหายใจเรารู้ทัน ไม่ใช่บังคับจิตให้อยู่ที่ลมหายใจ ถ้าบังคับแล้วจิตจะแน่น

เพราะฉะนั้นเมื่อเราหัดพุทโธ หัดหายใจ หัดดูท้องพองยุบ แล้วรู้ทันจิตไว้บ่อยๆ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดูได้นะ ไหลนิดหนึ่งก็เห็น ไหลนิดหนึ่งก็เห็น หลวงปู่มั่นสอนสมาธิให้กับฆราวาส สอนแบบนี้นะ สอนอย่างนี้นะ สอนให้ดูจิตนะ สอนให้ดูจิต ใครบอกว่า ดูจิต เป็นของใหม่ๆ เขาสอนกันมาแต่ไหนแต่ไร พระพุทธเจ้าก็สอน หลวงปู่มั่นเอามาสอนหลวงปู่ดูลย์ด้วย แล้วสอนฆราวาสด้วย

ฆราวาสเนี่ยท่านบอกให้มีเครื่องอยู่ไว้อันหนึ่ง อยู่กับพุทโธก็ได้ อยู่กับลมหายใจก็ได้ แล้วคอยรู้ทันจิตนะ จิตหนีไปแล้วรู้ จิตหนีไปแล้วรู้ ในที่สุดพอมันขยับหนีไป พอเรารู้ทันมันจะตั้งขึ้นเอง เพราะอะไร จิตที่หลงไป เป็นอกุศล มีโมหะ ทันทีที่สติระลึกได้ว่าจิตหลงไป จิตเป็นอกุศล จิตที่เป็นกุศลก็เกิด จิตไม่หลงแล้ว จิตตั้งขึ้นมาเอง อัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องบังคับนะ เพราะฉะนั้นเราฝึกบ่อยๆ

เนี่ย เราฝึกอย่างนี้ จิตไหลไปแล้วรู้ จิตไหลไปแล้วรู้ มีเครื่องอยู่ไว้อันหนึ่ง ไม่ได้บังคับจิตให้นิ่งอยู่ที่ลมหายใจ ไม่ได้บังคับจิตให้นิ่งอยู่กับพุทโธ ไม่บังคับจิตให้นิ่งอยู่กับท้องพองยุบ ไม่บังคับจิตให้นิ่งอยู่กับเท้าเวลาเดิน แต่จิตหนีไปจากอารมณ์ ที่เราใช้เป็นวิหารธรรม ให้รู้ทัน ถ้ารู้ทันอย่างนี้จิตจะกลับมาเอง เข้าบ้าน กลับบ้านได้ เมื่อจิตเข้าบ้านได้ ตั้งมั่น

พอจิตตั้งมั่นแล้วมาถึงขั้นของการเดินปัญญา..

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
เมื่อวันศุกร์ที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนฉันเช้า
ระหว่างนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๑๔ ถึงนาทีที่ ๑๖ วินาทีที่ ๓๒
CD สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๕
ลำดับที่ ๒๑
File: 530730A.mp3

http://www.dhammada.net/2010/10/13/4962/


ครับ พวกเราจะไม่นิ่งอยู่กับลม
  fighto.

****

อ้างถึง
หลวงพ่อปราโมทย์ : หายใจแล้วจิตไปเพ่งลมหายใจเราก็รู้ทัน หายใจแล้วจิตหนีไปที่อื่นเราก็รู้ทัน หายใจไปแล้วจิตมีปิติเราก็รู้ว่ามีปิติ มีสุขก็รู้ว่าสุข จิตนิ่งๆ รู้ว่านิ่งๆ จิตส่ายไปส่ายมา รู้ว่าจิตส่ายไปส่ายมา จิตเป็นอย่างไรรู้ว่าเป็นอย่างนั้น เราซ้อมด้วยการหายใจเพื่อจะรู้ทันจิต เมื่อเรารู้ทันจิตเราแล้ว ต่อไปเราลงสนามต่อสู้กับของจริงละ มานั่งหายใจอยู่ก็คล้ายๆ เราเข้าค่ายซ้อมมวย ต่อไปนี้พอเราซ้อมมวยชำนาญ จิตใจเราเป็นอย่างไรเรารู้ทัน ออกมาอยู่ในชีวิตธรรมดานี้แหละ ลืมตาขึ้นมา เห็นเพื่อนเราเดินมาเราดีใจ เรารู้ทันแล้วจิตมันดีใจ คุยกับเพื่อนแล้วใจมันหนีคิดอะไรไปเพลินไป ใจมันหลงไป เรารู้ทันว่าหลงไป เห็นหมาบ้าวิ่งมาใจเรากลัว เรารู้ทันว่าใจเรากลัว

เราฝึกหายใจแล้วก็รู้ทันใจเรื่อยๆ ต่อไปพอเรารู้ทันจิตใจชำนาญ เราออกมาอยู่กับโลกข้างนอกนี่เราก็จะรู้ทันจิตใจตนเองได้ทั้งวัน ก่อนนอนไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธิอย่างที่เคยทำ หายใจออกหายใจเข้าไป รู้ทันใจของตัวเองเรื่อยๆ

CD สวนสันติธรรม 10
480926B
4.47 – 6.05

http://www.dhammada.net/2010/05/05/2201/


ครับ พวกเราจะออกมาเอาจริงที่ชีวิตธรรมดา โลกข้างนอกนี่
  fighto.


******

อ้างถึง
พระปราโมทย์เทศน์ที่วัดเบญจมบพิตร
http://www.youtube.com/watch?v=415EDwh3-cE


เวลาในคลิป 10.35

"...สักเดือนก่อนมีครูบาอาจารย์องค์นึง ท่านไม่สบาย
คุณแม่จันดี ใครรู้จักมั้ย

คุณแม่จันดี นามสกุลเค้าดีนะ โลหิตดี สายเลือดท่านดีนะ
ท่านเป็นน้องของหลวงตามหาบัว

ไปคุยกับท่าน
ท่านถามว่า "หลวงพ่อภาวนายังไง?" คุยกันนะ

บอกหลวงพ่อภาวนา รู้ลมหายใจ (ชี้ตรงปลายจมูก)
หายใจไปจิตมันมารวมอยู่ที่จมูกเนี่ย แล้วก็ดูจิต

ฯลฯ


 :-X

 very sad
ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: ตุลาคม 08, 2011, 10:08:18 am »
รู้ทัน 10.7

จากหนังสือประทีปส่องธรรมหน้า 279


ครับ การปฏิบัติคือการปรุงแต่ง อย่าทำ อย่าแต่งจิตให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ รู้ลูกเดียวเลย ลุย! (สบายแล้วพวกเรา ไม่ต้อง "เสียน้ำตา ร้องไห้กลับไป" เหมือนเธอผู้นั้น)  fighto.

*********

อ้างถึง
พระปราโมทย์เทศน์ที่วัดเบญจมบพิตร
http://www.youtube.com/watch?v=415EDwh3-cE


เวลาในคลิป 10.35

"...สักเดือนก่อนมีครูบาอาจารย์องค์นึง ท่านไม่สบาย
คุณแม่จันดี ใครรู้จักมั้ย

คุณแม่จันดี นามสกุลเค้าดีนะ โลหิตดี สายเลือดท่านดีนะ
ท่านเป็นน้องของหลวงตามหาบัว

ไปคุยกับท่าน
ท่านถามว่า "หลวงพ่อภาวนายังไง?" คุยกันนะ

บอกหลวงพ่อภาวนา รู้ลมหายใจ (ชี้ตรงปลายจมูก)
หายใจไปจิตมันมารวมอยู่ที่จมูกเนี่ย แล้วก็ดูจิต

ฯลฯ


 :-X

 very sad
ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

mes

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1150
  • ได้รับการอนุโมทนา 6
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2011, 02:45:41 pm »
อ้างถึง
ทางเอก : เหตุใกล้ให้เกิดสติ คือ การที่จิตจดจำสภาวธรรมหรือรูปนามได้แม่นยำ

3.2.3 การพยายามทำกุศลให้เกิดขึ้น

เพื่อนนักปฏิบัติมีธรรมชาติที่รักกุศล อยากให้กุศลเกิดขึ้น เช่น เมื่อจิตไม่มีสติก็พยายามจะทำให้มีสติ เมื่อจิตไม่สงบหรือไม่ตั้งมั่นก็พยายามทำให้สงบหรือตั้งมั่น และเมื่อจิตไม่มีปัญญารู้รูปนามตรงตามความเป็นจริง ก็พยายามช่วยจิตคิดพิจารณาเพื่อให้เกิดปัญญา เป็นต้น เมื่อพูดมาถึงตรงนี้เพื่อนบางท่านอาจจะเกิดความสับสนว่า แล้ว เราไม่ต้องพยายามทำสติ สัมมาสมาธิ และปัญญาให้เกิดขึ้นหรือ ขอตอบว่าสติ สัมมาสมาธิ และปัญญาต่างก็มีลักษณะเป็นอนัตตา ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้นได้ตามใจชอบ แต่ถ้าเราทำเหตุใกล้ของ สติ สัมมาสมาธิ และปัญญาให้เกิดขึ้นได้แล้ว สติ สัมมาสมาธิ และปัญญาก็จะเกิดขึ้นได้ตามเหตุนั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะเราอยากให้เกิดและทำให้เกิดขึ้นได้โดยตรง

เหตุใกล้ให้เกิดสติคือการที่จิตจดจำสภาว-ธรรมหรือรูปนามได้แม่นยำ หน้าที่ของผู้ปฏิบัติจึงไม่ใช่การพยายามทำสติให้เกิดขึ้น แต่จะต้องหมั่นตามรู้กายตามรู้ใจของตนเนืองๆ ซึ่งได้แก่การเจริญสติปัฏฐานที่ มีรูปนามเป็นอารมณ์ จนจิตจดจำสภาวะของรูปนามได้ พอสภาวะที่จิตจำได้แล้วปรากฏขึ้น สติก็จะเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องชักชวนให้เกิด เช่น เมื่อหมั่นตามรู้จิตเนืองๆ จนรู้จักว่าความเผลอ ความโลภ ความโกรธ ฯลฯ เป็นอย่างไร เมื่อจิตเกิดความเผลอ ความโลภ หรือความโกรธขึ้น สติจะเกิดขึ้นรู้เท่าทันว่าเผลอไปแล้ว โลภไปแล้ว หรือโกรธไปแล้ว ทั้งนี้สติ (ในที่นี้หมายถึงสัมมาสติ) จะ เป็นเครื่องระลึกรู้สภาวะของรูปนามที่ปรากฏขึ้น และเมื่อสติเกิดขึ้นนั้น สติจะทำหน้าที่ อารักขาคือคุ้มครองจิตให้เป็นกุศล จิตที่เป็นกุศลจะมีสภาวะรู้ ตื่น เบิกบาน สงบ สะอาด สว่างอยู่ใน ตัวเอง หรือกล่าวได้ว่าสติเกิดขึ้นเมื่อใด จิตจะมีความสุขด้วยโสมนัสเวทนาหรืออุเบกขา-เวทนาเมื่อนั้น

เหตุใกล้ของสมาธิคือความสุข หน้าที่ของผู้ปฏิบัติจึงไม่ใช่การพยายามบังคับจิตให้สงบ ถ้าปรารถนาความสงบด้วยการทำสมถกรรมฐาน ก็ต้องหาอารมณ์ที่เมื่อสติไประลึกรู้เข้าแล้วเกิดความสุขมาเป็นเหยื่อล่อจิต เช่นบางท่านกำหนดลมหายใจแล้วเกิดความสุข จิตชอบกำหนดลมหายใจ ก็ให้มีสติระลึกรู้ลมหายใจไปอย่างสบายๆ ไม่นานจิตก็จะเกิดความสงบสุขขึ้นเองโดยไม่ต้องพยายามบังคับ เพราะยิ่งพยายามบังคับกดข่มจิต จิตก็ยิ่งไม่มีความสุข เมื่อไม่มีความสุขสมาธิก็เกิด ขึ้นไม่ได้ ส่วนท่านที่ต้องการสัมมาสมาธิอันเป็นความตั้งมั่นของจิตในการระลึกรู้อารมณ์ รูปนามก็ไม่ยากอะไรนัก เพียงมีสัมมาสติหรือสติที่ระลึกรู้รูปนาม จิตจะเกิดเป็นกุศลและมีความสุขที่ได้รู้อารมณ์รูปนามโดยอัตโนมัติ เมื่อจิตมีความสุขเพราะรู้อารมณ์รูปนาม สัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นในการรู้อารมณ์รูปนามก็จะเกิดขึ้นมาเองชั่วขณะ

เหตุใกล้ให้เกิดปัญญาคือสัมมาสมาธิ หน้าที่ ของผู้ปฏิบัติจึงไม่ใช่การพยายามศึกษาหาความรู้จากตำรับตำราหรือครูบา อาจารย์ และไม่ใช่การคิด พิจารณารูปนามกายใจแต่อย่างใด ถ้าปรารถนาปัญญาที่เป็นวิปัสสนาปัญญาก็มีทางเดียว คือจะต้องมีสติระลึกรู้รูปนามกายใจ แล้วจิตจะเกิดความ ตั้งมั่นในการรู้รูปนามกายใจ เมื่อรู้แล้วรู้อีกถึงจุดหนึ่งก็จะเกิดความเข้าใจความเป็นจริงของรูปนามกาย ใจ ซึ่งความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับรูปนามกายใจนี้เองคือ วิปัสสนาปัญญา อย่างไรก็ตามเนื่องจากพวกเราไม่ใช่พระพุทธเจ้า เราจึงต้องอาศัยการศึกษาตำรับตำราและฟังคำสอนของครูบาอาจารย์ เพื่อให้ทราบวิธีการเจริญสติเจริญปัญญาที่ถูกต้องเสียก่อน จึงจะลงมือเจริญสติปัญญาได้อย่างถูกต้อง


( พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช )
http://board.palungjit.com/f4/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%83%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B3-184059.html


อย่างนี้ฟุ้งซ่านแล้วครับ

การทำสมาธิปฏิบัติกรรมฐานคือการไม่คิดฟุ้งซ่าน

ไม่ต้องคิดถึงตำรา

ปลอดจากความคิด

เริ่มแรกแค่จำกัดแค่มีความรู้ลึกเล็กๆ  เล็กมากๆ

แค่รู้ลึกที่ลมหายใจกระทบเข้าออกที่ปลายจมูท

ทำให้ได้แค่นั้นก่อน

บันทึกของคุณปราโมทย์จะเป็นโลกพิศวงค์ไปสักหน่อย

ไม่มีหรอกครับนอกจากตำราที่เขียนที่นั่งสมาธิแล้วจะแยกรูปแยกนามเหมือนตำรา



ข้อเท็จจริง

นั่งสมาธิแล้วจะเกิดวิปัสสนูกิเลสเกิดขึ้นพร้อมกับปัญญา


mes

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1150
  • ได้รับการอนุโมทนา 6
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2011, 03:04:40 pm »


โยม : แล้วอย่างเราภาวนาไปนะคะ แล้วจิตมันนิ่งๆอย่างนี้ค่ะ ถือว่าเป็นจิตตั้งมั่นใช่มั้ยเจ้าคะ

หลวงพ่อปราโมทย์ : จิตนิ่งๆไม่ใช่จิตตั้งมั่นนะ ต้องไม่นิ่งที่อๆนะ ถ้ามันตั้งมั่นเนี่ย จิตจะไม่ว่อกแว่กหลงไปอยู่ในโลกของความคิดเท่านั้นแหละ เราไม่ได้ไปบังคับให้มันนิ่งนะ แต่ว่ามันก็นิ่งเหมือนกัน แต่มันนิ่งแบบรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ สบาย ไม่นิ่งทือๆแข็งๆนะ ไม่นิ่งแบบว่างๆไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่นิ่งแบบจิตเข้าไปรวมกับความว่างข้างนอก มันนิ่งอยู่ด้วยความรู้สึกตัวอยู่

จิตที่ตั้งมั่นรู้เนื้อรู้ตัวเนี่ย ต้องสังเกตเอาตอนที่จิตหนีไปคิด ถ้าเรารู้ทันจิตที่หนีไปคิด จิตรู้จะเกิดขึ้น จิตรู้นั้นแหละเป็นจิตที่ตั้งมั่น เพราะฉะนั้นเราคอยรู้ทันจิตที่หลงไปคิดนะ ตัวรู้(จิตผู้รู้ – ผู้ถอด)จะเกิดมันจะตั้ง จะตั้งได้พอดีไม่แข็งเกินไปไม่อ่อนเกินไป อ่อนเกินไปก็ขาดสติไหลหลงๆไป แข็งเกินไปก็ทื่อๆอยู่ ไม่เดินปัญญา ก็ตั้งพอดีๆ แค่ไหนพอดี ถ้าหนีไปคิดแล้วรู้ว่าหนีไปคิดนั้นพอดีเลย ถ้าจงใจจะให้ตั้งอยู่ อันนี้จะตึงเกินไป


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
แสดงธรรมเมื่อ วันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔

CD: แสดงธรรมเทศนานอกสถานที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
File: 540810A
ระหว่างนาทีที่ ๕๔ วินาทีที่ ๔๐ ถึง นาทีที่ ๕๕ วินาทีที่ ๕๕
http://www.dhammada.net/2011/09/15/11421/


ปราโมทย์ยิ่งพยายามอธิบายยิ่งห่างไกลสมาธิ

ปราโมทย์พยายามอธิบายถึงบรรยากาศหรืิอโลกของสมาธิ  ซึงไม่มี  มีแต่ผลของสมาธิ

สมาธิเป็นเหตุ  ปัญญาและความสงบสุขเป็นผล

บรรยากาศของเหตุนั้นไม่มี  มีแต่บรรยากาศของผล

ปราโมทย์จึงพลาดตั้งแต่แรกเริ่ม

คือไปจินตนาการถึงสมาธิแต่ไมปฏิบัติ

ผู้ที่ปฎิบัติจะรู้ว่า

สมาธิเป็นเหมือนเครืองมือช่างไม้

ความสวยประณีตของโต๊ะเก้าอี้เกิดจากเครืองมือช่างไม้แต่ความสวยความประณีตนั้นมิใช่เป็นของเครื่องมือช่างไม้

สติสมาธิเป็นเหตุปัญญาเป็นผล

สมาธิที่อๆไม่มี

สมาธิมีอย่างเดียวคือสติที่ตั้งมั่น

จะตั้งมั่นได้ยาวนานหรือประเดี๋ยวเดียวก็เป็นสมาธิอย่างเดียวกัน


การพยายามบัญญัติคำศัพท์ใหม่ๆของปราโมทย์จึงดูเหมือนเป็นการกระจายความโง่เขลาอย่างใดไม่ทราบ









สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2011, 01:11:03 pm »
๑๑. รู้ทัน วิปัสสนา กำมะลอ

๑๑.๑



***************

อ้างถึง
ทรงฝึกสาวกเป็นลำดับ ๆ

   อัคคิเวนสะ ! เมื่อใด๒ช้างที่ถูกฝึกรู้จักทำตามคำของคนฝึก
ในการลุกขึ้นและการทรุดลงแล้วต่อจากนั้นผู้ฝึกก็ฝึกให้รู้จักอาการที่เรียนว่า
อาเนญชะ (คือไม่หวั่นไหว), เขาผูกโล่ไว้ที่งวง มีผู้ถือหอกซัด นั่งบนคอคนหนึ่ง
และหลายคนล้อมรอบ ๆ คนฝึกถือหอกซัดขนาดยาวยืนหน้าช้างนั้นแหละสอนให้
ทำอาการที่เรียกว่า อาเนญชะ, ช้างนั้นมิได้ทำเท้าหน้าให้ไหวมิได้ทำเท้าหลัง,
กายตอนหน้า, กายตอนหลัง, ศรีษะ, ใบหู, งา, หาง, งวง ให้ไหวเลย
เป็นช้างควรทรงสำหรับพระราชา, ย่อมทนการประการด้วยหอก, ดาบ, ลูกศร,
การประหารของข้าศึก, ทนต่อเสียงบันลือลั่นของกลอง บัณเฑาะว์ สังข์
และเปิงมางทั้งหลาย, มีความบิดเบือน ดุร้าย เมามัน อันสิ้นแล้ว ควรแก่
พระราชา เป็นของใช้สอยของพระราชา เรียกได้ว่าเป็นองค์อวัยวะของพระราชา
ดังนี้, นี่ฉันใด.

   อัคคิเวสนะ ! อันนี้ก็ฉันนั้น : ตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์
ตรัสรู้ชอบเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ดำเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถี
ฝึกคนควรฝึกไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้เบิกบานแล้ว
จำแนกธรรมออกสอนสัตว์. ตถาคตนั้นทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้ กับทั้งเทวดา มาร
พรหม หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์ ด้วยปัญญา
อันยิ่งเองแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตาม.ตถาคตนั้นแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น
ท่ามกลาง ที่สุด, ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะ
บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง. คหบดีหรือบุตรคหบดี หรือผู้เกิดในตระกูลใด
ตระกูลหนึ่งในภายหลังก็ดี ได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เกิดศรัทธา ในตถาคต.
เขาผู้ประกอบด้วยศรัทธา ย่อมพิจารณาเห็น ว่า “ฆราวาสคับแคบ
เป็นทางมาแห่งธุลี,(คือกิเลส) บรรพชาเป็นโอกาส (คือที่โปร่งโล่ง) อันยิ่ง ;
การที่คนอยู่ครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว
เหมือนสังข์ที่เขาขัดแล้วนั้น ไม่ทำได้โดยง่าย. ถ้ากระไร เราจะปลงผม
และหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนเถิด”, ดังนี้.

   โดยสมัยอื่นต่อมา เขาละกองสมบัติน้อยใหญ่ และวงศ์ญาติ
น้อยใหญ่ปลงผมและหนวด ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว.
อัคคิเวสนะ! เพียงเท่านี้ ย่อมชื่อว่า เขาได้ไปถึงที่โล่งโปร่ง แล้ว,(ดุจช้างที่นำ
ออกมาจากป่าแล้ว).

   อัคคิเวสนะ ! ก็เทวดาและมนุษย์ ท. มีเครื่องยั่วยวนคือ กามคุณห้า.
ตถาคตจึงแนะนำกุลบุตรผู้บวชแล้วนั้นให้ยิ่งขึ้น ว่า “แน่ะภิกษุ ! ท่านจงมา,
ท่านจงเป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยดีในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร
เห็นเป็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย จงสมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย”.

   อัคคิเวนสะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้มีศีล ฯลฯ๑ แล้ว ตถาคตจึง
แนะนำให้ยิ่งขึ้นไปว่า
“แน่ะภิกษุ! ท่านจงมา, ท่านจงเป็นผู้สำรวมทวาร
ในอินทรีย์ ท. ได้เห็นรูปด้วยตาแล้ว จักไม่ถือเอาโดยนิมิต โดยอนุพยัญชนะ
บาปอกุศลคืออภิชฌาและโทมนัส มักไหลไปตาม เพราะการไม่สำรวมจักขุ
อินทรีย์ใดเป็นเหตุ เราจักปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้ เป็นผู้รักษาสำรวมจักขุอินทรีย์”.
(ใน หู จมูก ลิ้น กายใจ ก็มีนัยเดียวกัน).

   อัคคิเวนสะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้สำรวมทวารในอินทรีย์ ท. ฯลฯ
แล้ว, ตถาคตจึงแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปว่า
“แน่ะภิกษุ! ท่านจงมา, ท่านจงเป็น
เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ อยู่เสมอ, จักพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉัน
ไม่ฉันเพื่อเล่นเพื่อมัวเมา เพื่อประดับตกแต่ง แต่ฉันเพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ได้
เพื่อให้ชีวิตเป็นไป เพื่อป้องกันความลำ บาก เพื่อนุเคราะห์พรหมจรรย์,
เราจักกำจัดเวทนาเก่า (คือหิว) เสีย แล้วไม่ทำเวทนาใหม่ (คืออิ่มจนหมดสุข)
ให้เกิดขึ้น. ความที่อายุดำเนินไปได้ ความไม่มีโทษเพราะอาหาร ความอยู่
ผาสุกสำราญจักมีแก่เรา” ดังนี้.

   อัคคิเวสนะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ ฯลฯ
 แล้ว,ตถาคต ก็แนะนำ ให้ยิ่งขึ้นไปว่า
“แน่ะภิกษุ! ท่านจงมา, ท่านจงตาม
ป ร ะ ก อ บ ใ น ธ ร ร ม เ ป็น เ ค รื่อ ง ตื่น, จักชำ ระจิตให้หมดจดสิ้นเชิงจาก
อาวรณิยธรรม ด้วยการเดินการนั่ง ตลอดวันยังค่ำ จนสิ้นยามแรกแห่งราตรี,
ครั้นยามกลางแห่งราตรีนอนอย่างราชสีห์ (คือ) ตะแคงขวา เท้าเหลื่อมเท้า,
มีสติสัมปชัญญะในการลุกขึ้น,ครั้นยามสุดท้ายแห่งราตรี ลุกขึ้นแล้ว ชำระจิต
ให้หมดจดจากอาวรณิยธรรมด้วยการจงกรม และการนั่งอีก” ดังนี้.
   
   อัคคิเวสนะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้น เป็นผู้ตามประกอบในธรรม
เป็นเครื่องตื่น ฯลฯ แล้ว,ตถาคต ก็แนะนำให้ยิ่งขึ้นไปว่า
“แน่ะภิกษุ! ท่านจงมา,
ท่านจงเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ, จักรู้ตัวรอบคอบในการ
ก้าวไปข้างหน้า การถอยกลับไปข้างหลัง, การแลดู การเหลียวดู, การคู้แขน
การเหยียดแขน,การทรงสังฆาฎิ บาตร จีวร, การฉัน การดื่ม การเคี้ยว
การลิ้ม, การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ,การไป การหยุด, การนั่ง การนอน
การหลับ การตื่น,การพูด การนิ่ง” ดังนี้.

   อัคคิเวสนะ ! ในกาลใดแล ภิกษุนั้นเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วย
 สติสัมปชัญญะ ฯลฯ แล้ว, ตถาคตก็แนะนำให้ยิ่งขึ้นไปว่า
“แน่ะภิกษุ ! ท่านจงมา,
ท่านจงเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าละเมาะ โคนไม้ ภูเขาลำธาร ท้องถ้ำ
ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง. ในกาลเป็นปัจฉาภัตต์ กลับจากบิณฑบาตแล้ว
นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า, ละอภิชฌาในโลก มีจิตปราศจาก
อภิชฌา คอยชำระจิตจากอภิชฌา; ละพยาบาท มีจิตปราศจากพยาบาท
เป็นผู้กรุณามีจิตหวังเกื้อกูลในสัตว์ ท. คอยชำระจิตจากพยาบาท; ละถีนะมิทธะ
มุ่งอยู่แต่ความสว่างในใจ มีจิตปราศจากถีนมิทธะ มีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัว
คอยชำระจิต จากถีนมิทธะ; ละอุทธัจจะ กุกกุจจะ ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ
อยู่ในภายใน คอยชำระจิตจาก อุทธัจจะ กุกกุจจะ; ละวิจิกิจฉา ข้ามล่วง
วิจิกิจฉาเสียได้ ไม่ต้องกล่าวว่า ‘นี่อะไร, นี่อย่างไร' ในกุศลธรรมทั้งหลาย
คอยชำระจิตจากวิจิกิจฉา” ดังนี้.

   อัคคิเวนสะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้น ละนิวรณ์ห้า อย่าง อันเป็น
เครื่องเศร้าหมองจิตทำปัญญาให้ถอยกำลังเหล่านี้ได้แล้ว เป็นผู้มีปรกติ
เห็นกาย ใ น ก า ย , . . . เ ห็ น เ ว ท น า ใ น เ ว ท น า ท , . . . เ ห็ น จิ ต ใ จ จิ ต,
...เห็นธรรมในธรรม ท.
มีความเพียรเผาบาป รู้ตัวรอบคอบ มีสตินำ อภิชฌาและ
โทมนัสในโลกออกได้ ในกาลนั้นเปรียบเหมือนคนผู้ฝึกช้าง ฝังเสาใหญ่ลงใน
แผ่นดินแล้ว ผูกช้างป่าเข้าที่คอเพื่อย่ำยีกำจัดเสียซึ่งปรกตินิสัยที่เป็นป่าเถื่อน
เพื่อย่ำยีกำจัดเสียซึ่งความคิดครุ่นอย่างนิสัยป่าเถื่อน,และความกระวนกระวาย
ดิ้นรนเร่าร้อน อย่างนิสัยป่าเถื่อนนั้นเสีย; เพื่อให้ยินดีต่อบ้าน ชวนให้คุ้นเคย
ในปรกตินิสัย อันเป็นที่พอใจของมนุษย์ ; นี้ฉันใด.
   
   อัคคิเวนสะ ! สติปัฏฐานทั้งสี่นี้ ก็เป็นที่เข้าไปผูกแห่งใจของ
อริยสาวกเพื่อย่ำ ยีกำ จัดเสียซึ่งปรกตินิสัยอย่างบ้าน ๆ เรือน ๆ เพื่อย่ำ ยีกำ
จัดเสียซึ่งความคิดครุ่นอย่างบ้าน ๆ เรือน ๆ และความกระวนกระวายดิ้นรน
เร่าร้อนอย่างบ้าน ๆ เรือน ๆ นั้นเสีย ; เพื่อให้ถึงทับญายธรรม เพื่อทำ นิพพาน
ให้แจ้ง ฉันนั้นเหมือนกัน.

   (ต่อจากนี้ทรงกล่าวถึงการที่สาวกนั้น บรรลุฌานทั้งสี่ และวิชชาสามอย่าง
ยืดยาวโดยนัย  ดังที่กล่าวไว้แล้วในเรื่องการตรัสรู้ของพระองค์เอง จงดูในที่นั้นจักได้
กล่าวเนื้อความอื่นที่สืบต่อจากนั้นไป).

   ...ฯลฯ... ภิกษุนั้น รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์จบแล้วกิจ ค ว ร ทำ
ไ ด้ทำ เ ส ร็จ แ ล้ว กิจ อื่น ที่ต้อ ง ทำ เ พื่อ ค ว า ม เ ป็น อ ย่า ง นี้มิได้มีอีก.

   อัคคิเวนสะ ! ภิกษุนั้น ย่อมเป็นผู้อดทนต่อความเย็น ความร้อน
ความหิว ความกระหาย และสัมผัสอันเกิดจากเหลือบยุง ลมแดด และ
สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย เป็นผู้มีชาติแห่งบุคคลผู้อดกลั้นได้ต่อถ้อยคำ ที่
กล่าวร้าย กล่าวมาไม่ดี, อดทนได้ต่อทุกขเวทนาทางกายอันเกิดขึ้นแล้ว
อย่างกล้าแข็งแสบเผ็ด หมดความสำราญเบิกบานใจ ปลิดเสียได้ซึ่งชีวิต.
ภิกษุนั้นเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ อันกำจัดเสียสิ้นแล้วมีกิเลสอันย้อมใจ
ดุจน้ำ ฝาด อันตนสำ รอกออกเสียได้แล้ว, เป็นอาหุเนยยบุคคล เป็น
ป า หุเ น ย ย บุค ค ล เ ป็น ทัก ขิเ ฌ ย ย บุค ค ล เ ป็น ผู้ค ว ร แ ก่ก า ร
กราบไหว้ เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นใดยิ่งไปกว่า.


   อัคคิเวสนะ ! ถ้าภิกษุผู้เถระ หรือภิกษุปูนกลาง หรือภิกษุใหม่
ที่ยังไม่เป็นขีณาสพ ทำกาละลงไป, ก็ย่อมถึงซึ่งการนับว่า ตายแล้ว ทำกาละแล้ว
ทั้งที่ยังฝึกไม่เสร็จ ดุจดั่งช้างแก่ หรือปูนกลาง หรือหนุ่ม ของพระราชาที่ยังฝึก
ไม่ได้ตายลง ก็ถึงซึ่งการนับว่า ตายแล้ว ทั้งที่ยังฝึกไม่เสร็จ ฉันใด
ก็ฉันนั้น.


   อัคคิเวนสะ ! ถ้าภิกษุผู้เถระ หรือภิกษุปูนกลาง หรือภิกษุใหม่ก็ตาม
เป็นขีณาสพแล้ว ทำกาละลงไป, ก็ย่อมถึงซึ่งการนับว่าตายแล้ว ทำกาละแล้ว
อย่างเสร็จสิ้นการฝึกแล้ว ดุจดั่งช้างแก่ หรือปูนกลางหรือหนุ่มก็ตาม ของ
พระราชา ที่เขาฝึกดีแล้ว ตายลง ก็ถึงซึ่งการนับว่า ตายไปอย่างได้รับ
การฝึกสำเร็จแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้นเหมือนกัน.

http://www.pobbuddha.com/tripitaka/upload/files/717/index.html



ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #30 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2011, 01:15:23 pm »
๑๑.๒



***************

หลวงปู่ดูลย์สอนว่า...

อ้างถึง
http://www.fungdham.com/download/sound/dul/02.mp3
นาทีที่ 09.22-10.33

โยม:
ถามถึงเวลาปฏิบัติครั้งแรก ควรจะวางสติ วางจิต ไว้ตรงไหน ครั้งแรกที่เริ่มปฏิบัติ?

หลวงปู่ดูลย์: ครั้งแรกเริ่มปฏิบัติก็ไม่มีอะไร บริกรรมนั่นเอง

โยม:
บริกรรม?

หลวงปู่ดูลย์: บริกรรมก็ไม่มีอะไร พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ 3 อย่าง
แล้วก็ พุทโธๆๆ อย่างเดียว

โยม: ตอนที่ไปภาวนาพุทโธน่ะ จิตอยู่ตรงไหน?

หลวงปู่ดูลย์:
พุทโธนั่น นั่นล่ะ ผู้ว่าพุทโธน่ะอยู่ตรงไหน เราก็ต้อง(คำนี้ฟังไม่ชัดเจนว่าหลวงปู่พูดว่า "สั่ง" หรือ"ตั้ง" -ผู้ถอดเทป)สติอยู่ตรงนั้น หมายความว่ามีอยู่ 2 อย่าง

พุทโธที่จิตพูดว่า ผู้ว่าพุทโธ นี่อันหนึ่ง
ผู้ถูกว่าเนี่ย คือพุทโธ คือคำบริกรรม

ผู้ว่าพุทโธนั่นคือจิต

ผู้ถูกว่าพุทโธกับผู้ว่าพุทโธเนี่ยเป็นของสิ่งเดียวกัน ก็เป็นของว่าง ไม่มีอะไร

พุทโธไม่มีตัวมีตนอะไร ผู้ว่าพุทโธก็ไม่มีตัวมีตนอะไร นั่นล่ะคือจิตที่แท้จริง

ไปหาเห็นตัวเห็นตนมันไม่เห็นหรอก
ต้องเห็นด้วยปัญญาอันลึกซึ้ง ต้องรู้ด้วยปัญญาอันลึกซึ้ง

ท่านว่าทำญาณให้เห็นจิต เหมือนดั่งตาเห็นรูป
นั่นแหล่ะเป็นไปเพื่อความสงบ
เป็นไปเพื่อความตรัสรู้พร้อม
เป็นไปเพื่อความตรัสรู้ยิ่ง
เป็นไปเพื่อพระนิพพาน
ทางตรงอยู่ตรงนี้ ไม่ต้องไปหาที่อื่น

ฯลฯ


อ้างถึง
ลูกศิษย์ : พูดถึงตอนปฏิบัตินะครับผม เราต้องปล่อยจิตสบายๆ ใช่ไหมครับ ไม่ไปบังคบ ไม่ไปอะไรมัน
หลวงปู่ดูลย์ : ไม่บังคับหรอก แต่ว่าเบื้องต้น ก็ต้องบริกรรม จิตของเราให้เป็นสมาธิ แล้วบริกรรม บริกรรมไม่เอาอะไรมากมาย พุทโธเท่านั้นเอง ให้พุทโธน่ะฝังอยู่ในจิตในหัวใจ
เราไปเขียนเล่นในนั้นก็ได้ ว่า พุทโธ พุทโธ พุทโธ เพื่อให้จิตเป็นผู้บริกรรม ให้จิตเป็นผู้ว่า ไม่ต้องว่าปากเปล่า สติของเราเป็นผู้ว่า ผู้ว่าพุทโธอยู่ตรงไหน ตั้งสติอยู่ตรงนั้น แล้วก็ผู้บริกรรม บริกรรมเรื่อยไป

ฯลฯ

จาก หลวงปู่ดูลย์ ตอบปัญหาจิตภาวนา
http://bit.ly/gc3Ul2


อ้างถึง
ลูกศิษย์ : ไอ้คำว่าจิตดูจิต หมายความว่า เอาสติดูจิต หรือเปล่า
หลวงปู่ดูลย์ : จิตก็คือผู้รู้ แล้วก็ตั้งสติให้อยู่ในนั้น ให้อยู่กับผู้รู้ สติระลึกอยู่ในนั้น
คือจิตกับสตินั่นเอง ตั้งจิตในจิต คือให้เป็นอันเดียว ตั้งจิตอยู่ในจิต

จิตกับผู้รู้เป็นของสิ่งเดียวกัน ไม่ได้แตกต่างกันเลย
การแตกต่างทั้งหลาย เกิดขึ้นจากเราคิดผิดทั้งนั้น
และนำเราไปสู่การก่อสร้างกรรมทั้งหลายทั้งปวงทุกชนิดไม่มีหยุด เนื่องจากเราเข้าใจผิด
แล้วก็ไปสร้างกรรมไม่มีที่สิ้นสุด
ถ้าจิตเห็นจิต แล้ว อะไรอะไร มันขาดหมด มันตัดขาดไปหมดแล้ว
กิเลสตัณหาอะไรมันหมดแล้ว เวลานั้นมันหมด

ฯลฯ

จาก หลวงปู่ดูลย์ ตอบปัญหาจิตภาวนา
http://bit.ly/gc3Ul2


ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

mes

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1150
  • ได้รับการอนุโมทนา 6
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #31 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2011, 02:25:07 pm »
๑๑.๒



***************

หลวงปู่ดูลย์สอนว่า...

อ้างถึง
http://www.fungdham.com/download/sound/dul/02.mp3
นาทีที่ 09.22-10.33

โยม:
ถามถึงเวลาปฏิบัติครั้งแรก ควรจะวางสติ วางจิต ไว้ตรงไหน ครั้งแรกที่เริ่มปฏิบัติ?

หลวงปู่ดูลย์: ครั้งแรกเริ่มปฏิบัติก็ไม่มีอะไร บริกรรมนั่นเอง

โยม:
บริกรรม?

หลวงปู่ดูลย์: บริกรรมก็ไม่มีอะไร พุทโธ ธัมโม สังโฆ พุทโธ ธัมโม สังโฆ 3 อย่าง
แล้วก็ พุทโธๆๆ อย่างเดียว

โยม: ตอนที่ไปภาวนาพุทโธน่ะ จิตอยู่ตรงไหน?

หลวงปู่ดูลย์:
พุทโธนั่น นั่นล่ะ ผู้ว่าพุทโธน่ะอยู่ตรงไหน เราก็ต้อง(คำนี้ฟังไม่ชัดเจนว่าหลวงปู่พูดว่า "สั่ง" หรือ"ตั้ง" -ผู้ถอดเทป)สติอยู่ตรงนั้น หมายความว่ามีอยู่ 2 อย่าง

พุทโธที่จิตพูดว่า ผู้ว่าพุทโธ นี่อันหนึ่ง
ผู้ถูกว่าเนี่ย คือพุทโธ คือคำบริกรรม

ผู้ว่าพุทโธนั่นคือจิต

ผู้ถูกว่าพุทโธกับผู้ว่าพุทโธเนี่ยเป็นของสิ่งเดียวกัน ก็เป็นของว่าง ไม่มีอะไร

พุทโธไม่มีตัวมีตนอะไร ผู้ว่าพุทโธก็ไม่มีตัวมีตนอะไร นั่นล่ะคือจิตที่แท้จริง

ไปหาเห็นตัวเห็นตนมันไม่เห็นหรอก
ต้องเห็นด้วยปัญญาอันลึกซึ้ง ต้องรู้ด้วยปัญญาอันลึกซึ้ง

ท่านว่าทำญาณให้เห็นจิต เหมือนดั่งตาเห็นรูป
นั่นแหล่ะเป็นไปเพื่อความสงบ
เป็นไปเพื่อความตรัสรู้พร้อม
เป็นไปเพื่อความตรัสรู้ยิ่ง
เป็นไปเพื่อพระนิพพาน
ทางตรงอยู่ตรงนี้ ไม่ต้องไปหาที่อื่น

ฯลฯ


อ้างถึง
ลูกศิษย์ : พูดถึงตอนปฏิบัตินะครับผม เราต้องปล่อยจิตสบายๆ ใช่ไหมครับ ไม่ไปบังคบ ไม่ไปอะไรมัน
หลวงปู่ดูลย์ : ไม่บังคับหรอก แต่ว่าเบื้องต้น ก็ต้องบริกรรม จิตของเราให้เป็นสมาธิ แล้วบริกรรม บริกรรมไม่เอาอะไรมากมาย พุทโธเท่านั้นเอง ให้พุทโธน่ะฝังอยู่ในจิตในหัวใจ
เราไปเขียนเล่นในนั้นก็ได้ ว่า พุทโธ พุทโธ พุทโธ เพื่อให้จิตเป็นผู้บริกรรม ให้จิตเป็นผู้ว่า ไม่ต้องว่าปากเปล่า สติของเราเป็นผู้ว่า ผู้ว่าพุทโธอยู่ตรงไหน ตั้งสติอยู่ตรงนั้น แล้วก็ผู้บริกรรม บริกรรมเรื่อยไป

ฯลฯ

จาก หลวงปู่ดูลย์ ตอบปัญหาจิตภาวนา
http://bit.ly/gc3Ul2


อ้างถึง
ลูกศิษย์ : ไอ้คำว่าจิตดูจิต หมายความว่า เอาสติดูจิต หรือเปล่า
หลวงปู่ดูลย์ : จิตก็คือผู้รู้ แล้วก็ตั้งสติให้อยู่ในนั้น ให้อยู่กับผู้รู้ สติระลึกอยู่ในนั้น
คือจิตกับสตินั่นเอง ตั้งจิตในจิต คือให้เป็นอันเดียว ตั้งจิตอยู่ในจิต

จิตกับผู้รู้เป็นของสิ่งเดียวกัน ไม่ได้แตกต่างกันเลย
การแตกต่างทั้งหลาย เกิดขึ้นจากเราคิดผิดทั้งนั้น
และนำเราไปสู่การก่อสร้างกรรมทั้งหลายทั้งปวงทุกชนิดไม่มีหยุด เนื่องจากเราเข้าใจผิด
แล้วก็ไปสร้างกรรมไม่มีที่สิ้นสุด
ถ้าจิตเห็นจิต แล้ว อะไรอะไร มันขาดหมด มันตัดขาดไปหมดแล้ว
กิเลสตัณหาอะไรมันหมดแล้ว เวลานั้นมันหมด

ฯลฯ

จาก หลวงปู่ดูลย์ ตอบปัญหาจิตภาวนา
http://bit.ly/gc3Ul2



รู้จริงต้องเอาจากปฏิบัติมาตอบ

การสอนโดยแอบลอกตำรามาแล้วแสดงให้ดูเหมือนว่ามาจากการรู้เห็นด้วยตนเอง

น่าจะอาบัติ

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #32 เมื่อ: ตุลาคม 22, 2011, 11:10:14 pm »
๑๒. รู้ทัน "ดูไม่ได้" หรือ "ไม่ได้ดู"

หลวงพ่อปราโมทย์สอนว่า


หลวงตามหาบัวสอนว่า




http://luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=3111&CatID=2

หลวงปู่ดูลย์สอนว่า




http://larndharma.org/index.php?/topic/644-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99/

หลวงพ่อมนตรีสอนว่า


http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=31691

หลวงพ่อเยื้อนสอนว่า


ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

มัจฑาริน

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 306
  • ได้รับการอนุโมทนา 8
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #33 เมื่อ: ตุลาคม 22, 2011, 11:34:52 pm »
๑๒. รู้ทัน "ดูไม่ได้" หรือ "ไม่ได้ดู"

หลวงพ่อปราโมทย์สอนว่า


หลวงตามหาบัวสอนว่า




http://luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=3111&CatID=2

หลวงปู่ดูลย์สอนว่า




http://larndharma.org/index.php?/topic/644-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99/

หลวงพ่อมนตรีสอนว่า


http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=31691

หลวงพ่อเยื้อนสอนว่า





ครูอาจารย์ท่านกล่าวได้ถูกต้องแล้ว

แต่การดูจิตหรือดูอาการของจิตนั้น  ขั้นแรกดูไปเพื่อความสงบตั้งมั่น  เมื่อความสงบตั้งมั่นเกิดแล้ว จึงออกเดินปัญญา เพื่อทำความรู้แจ้งในขันธ์ ๕  สุดท้ายก็มาดูจิตคือผู้รู้  ไม่ใช่มาดูอาการของจิตอีก  ดังนั้นการดูจิตมี ๒ ขั้นตอน คือ
๑.  ดูอาการของจิตทำเพื่อให้ได้ความสงบ
๒.  ดูจิตตัวผู้รู้ซึ่งเป็นอริยมรรค 

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #34 เมื่อ: ตุลาคม 23, 2011, 08:15:10 am »
ครูอาจารย์ท่านกล่าวได้ถูกต้องแล้ว

แต่การดูจิตหรือดูอาการของจิตนั้น  ขั้นแรกดูไปเพื่อความสงบตั้งมั่น  เมื่อความสงบตั้งมั่นเกิดแล้ว จึงออกเดินปัญญา เพื่อทำความรู้แจ้งในขันธ์ ๕  สุดท้ายก็มาดูจิตคือผู้รู้  ไม่ใช่มาดูอาการของจิตอีก  ดังนั้นการดูจิตมี ๒ ขั้นตอน คือ
๑.  ดูอาการของจิตทำเพื่อให้ได้ความสงบ
๒.  ดูจิตตัวผู้รู้ซึ่งเป็นอริยมรรค



เพื่อนๆ ก็พิจารณาเอาครับ



สันตินันท์
V
V

อ้างถึง

   
   
Re: บันเทิงธรรม(หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช)
« ตอบ #12 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2009, 01:08:21 PM »
   
14. การดูจิตที่ผิดพลาดในขั้นละเอียด

เมื่อแรกที่ผู้เขียนภาวนา ผู้เขียนจะรู้ความเกิดดับของอารมณ์. โดยระวังไม่ให้จิตเคลื่อนเข้าไปเกาะอารมณ์. เป็นการพยายามแยกผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ออกจากกันเสมอๆ. เมื่อสิ้นหลวงปู่ดูลย์ไปแล้ว ผู้เขียนก็ยังวนเวียนไปศึกษากับหลวงพ่อคืนเป็นประจำ. วันหนึ่งหลวงพ่อคืนสอนผู้เขียนว่า. ทำไมไม่ย้อนจิตมาหยุดอยู่กับ "รู้" มัวแต่ดู "สิ่งที่ถูกรู้" เมื่อใดจะจบได้. ผู้เขียนก็กำหนดสติย้อนเข้ามาดูผู้รู้-ผู้ดู. แล้วก็เห็นว่า ผู้รู้กลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ยังมีผู้รู้ซ้อนเข้าไปอีกเป็นชั้นๆ. ไม่ว่าจะทวนเข้าไปเท่าใด ผู้รู้ก็กลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ทุกที. จนผู้เขียนเกิดอาการหัวหมุนติ้วๆ เพราะใช้กระแสจิตดันกลับหลังเข้ามาที่ผู้รู้อยู่ตลอดเวลา. ถึงจุดหนึ่งผู้เขียนก็ทราบว่า วิธีนี้ใช้ไม่ได้. เพราะเป็นการจงใจละทิ้งอารมณ์ แล้วย้อนเข้ามาที่จิตผู้รู้ อันเป็นการกระทำด้วยตัณหา. ไม่ใช่ด้วยปัญญาที่เห็นอารมณ์เป็นไตรลักษณ์. แล้วปล่อยวางอารมณ์และย้อนมารู้จิตผู้รู้เองตามธรรมชาติ. ผู้เขียนได้ทราบว่า การเพ่งจ้องอารมณ์เป็นสมถะ. แม้การเพ่งจ้องจิตผู้รู้ ก็เป็นสมถะอีกเช่นกัน.

ผลการปฏิบัติผิดคราวนั้น ส่งผลเสียหายร้ายแรงมาอีกนาน. เพราะจิตมีความชำนาญในการจับเข้ามาที่ผู้รู้. จึงชอบมาหยุดอยู่ที่ผู้รู้ ในลักษณะเหมือนวิ่งเข้ามาในป้อมปราการ. ยิ่งกว่าจะออกไปเรียนรู้ เพื่อปล่อยวางอารมณ์ที่จิตยึดมั่นถือมั่น.

แท้จริงการดูจิตไม่มีอะไรมาก. เพียงแต่รู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏด้วยจิตที่เป็นกลางจริงๆ ก็พอแล้ว. รู้อยู่ตรงที่รู้นั่นแหละ. ถ้าจิตเป็นกลางจริง จะสังเกตเห็นจิตผู้รู้แทรกอยู่ตรงนั้นเอง. เมื่อเห็นบ่อยๆ แล้ว ต่อไปก็ชำนาญ สามารถเห็นจิตผู้รู้ได้เสมอๆ. ตัวอย่างเช่น ขณะนี้กำลังเกิดความสงสัยในหลักการปฏิบัติ. เพราะไม่ทราบว่า ควรจะทำอย่างไรดี. วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ การรู้เข้าไปที่อารมณ์สงสัยที่กำลังปรากฏ. ก็จะเห็นว่า ความสงสัยกำลังถูกรู้ แล้วก็จะรู้จักจิตผู้รู้ได้. หรือถ้าดูอารมณ์ภายในจิตไม่ออก ก็ลองมาดูอารมณ์ทางกาย. เช่นระลึกรู้ลมหายใจเข้าออกด้วยจิตใจที่สบายๆ. แล้วเห็นว่า ลมหายใจกำลังถูกรู้ ถูกดูอยู่. ก็จะรู้จักจิตผู้รู้ ผู้ดูขึ้นมาได้โดยง่าย.

ฯลฯ

บันเทิงธรรม (สันตินันท์)
http://www.tidjai.net/forums/index.php?topic=1802.10


*************
ท่านปราโมทย์
V
V




*********

ท่านปราโมทย์
V
V



ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #35 เมื่อ: ตุลาคม 23, 2011, 08:28:18 am »
๑๓. รู้ทัน ไวยาวัจกร

sor seaht pramote.m4v


อ้างถึง
ฯลฯ

เจอประเภทลูกศิษย์ล้างครูเข้านี่นะ เหนื่อย (ฮา) บางคนนะเอาความรู้ไปจากเรา เขียนหนังสือขายไป ทำนู้นทำนี่ไปบรรยายนะ วันนึงครอบครองเราไม่ได้ คิดทำลาย วิธีทำลายพระที่ดีที่สุดก็มี 2 ข้อหา ปราชิก 2 ข้อหา ข้อที่เป็นเครื่องมือทำลายพระ ๑.คือพระมีเมีย ๒.ก็พระโกงเงิน ก็มีบางคนนะเสียแรงเรียนธรรมะ เที่ยวไปประกาศ ไปโฆษณาที่โน้นที่นี้ บอกหลวงพ่อเนี่ย โอนเงินให้แม่ชี โอนเงินวัดให้แม่ชีทีละ 5 ล้าน 10 ล้าน
 

    โธ่มาดูเงินในวัดสิมีเท่าไหร่ มีอยู่แค่ 3 ล้าน อ๋าวแล้วชื่อใคร ชื่อแม่ชี เพราะอะไร เพราะแม่ชีเป็นไวยาวัจกร ทั้งวัดมีอยู่ 2 คนเองใช่ไหม มีทิพย์ กับ แม่ชี จะให้เป็นชื่อหลวงพ่อหรอทำได้ที่ไหนอ่ะ อีกอันนึงก็เที่ยวปพูดเรื่อยๆนะ พูดกระทั่งกับตำรงตำรวจอะไรอย่างเนี่ย กับชาวบ้าน ว่า พระปราโมทย์ นางอรนุช สันตยากร วงเล็บ ภรรยาพระปราโมทย์นะ ไปพูดกับชาวบ้าน และภรรยาพระปราโมทย์ ไปที่ไหนก็ภรรยาพระปราโมทย์ พระบ้าอะไรมีภรรยา

ฯลฯ




*****


อ้างถึง
หลักเกณฑ์การแต่งตั้งไวยาวัจกร

                คฤหัสถ์ที่ได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งให้เป็นไวยาวัจกร ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกร ต้องมีคุณสมบัติตามข้อ ๖

                ข้อ ๖ คฤหัสถ์ผู้จะได้รับการแต่งตั้งเป็นไวยาวัจกร ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

                (๑) เป็นชาย มีสัญชาติไทย นับถือพระพุทธศาสนา
                (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปีบริบูรณ์
                (๓) เป็นผู้มีหลักฐานมั่นคง
                (๔) เป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ไวยาวัจกรได้
                (๕) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองตามระบบรัฐธรรมนูญ
                (๖) ไม่เป็นผู้ที่มีร่างกายทุพพลภาพ ไร้ความสามารถ หรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบหรือมีโรคเป็นที่รังเกียจแก่สังคม
                (๗) ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี เช่น มีความประพฤติเสเพล เป็นนักเลงการพนัน เสพสุราเป็นอาจิณ หรือติดยาเสพติดให้โทษ
                (๘) ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
                (๙) ไม่เป็นผู้ที่เคยถูกลงโทษให้ออกจากราชการ หรือองค์การของรัฐบาล หรือบริษัทห้างร้านเอกชน ใน ความผิดหรือมีมลทินมัวหมองในความผิดเกี่ยวกับการเงิน
                (๑๐) ไม่เป็นผู้ที่เคยถูกลงโทษจำคุก เว้นแต่ความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท
                เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติในข้อ ๖ โดยตลอดแล้ว จะเห็นได้ว่าได้กำหนด "คุณสมบัติ" ของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งไวยาวัจกรไว้มากถึง ๑๐ ประการ ทั้งนี้ โดยมีเหตุผลและความมุ่งหมายอันสำคัญอยู่หลายประการ แต่ถ้าจะกล่าวโดยสรุปแล้ว ก็เพื่อให้ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมแก่ตำแหน่งหน้าที่ไวยาวัจกร ซึ่งแยกพิจารณาโดยสังเขป ได้ดังนี้
                (๑) เนื่องจากในการปฏิบัติหน้าที่ของไวยาวัจกร จะต้องมีการติดต่อประสานงานกับบุคคล "หลายฝ่าย" เช่น เจ้าอาวาสและบรรพชิตในวัดนั้นฝ่ายหนึ่ง เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องฝ่ายหนึ่ง ตลอดถึงประชาชนทั่วไปอีกฝ่ายหนึ่ง จึงจำเป็นต้องกำหนด "คุณสมบัติ" เกี่ยวกับเรื่องเพศ วัย สัญชาติ ศาสนา หลักฐานการครองชีพ ความรู้ความสามารถความคิดเห็นทางการเมือง รวมทั้งมีร่างกายและจิตใจอันสมบูรณ์ ดังที่ได้บัญญัติไว้ตั้งแต่ประการที่ ๑ ถึงประการที่ ๖ ทั้งนี้ ด้วยความมุ่งหมายเพื่อให้เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวนั้นให้ดำเนิน ไปโดยเรียบร้อย
                (๒) นอกจากนี้ ไวยาวัจกรยังมีหน้าที่อันสำคัญอีกส่วนหนึ่งกล่าวคือ มีหน้าที่ต้องรับ เก็บรักษา และเบิกจ่าย "เงินศาสนสมบัติ" ของวัดเป็นจำนวนมากตามที่เจ้าอาวาสมอบหมาย จึงจำเป็นต้องกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับเรื่อง "ความประพฤติ" มิให้บกพร่องในศีลธรรมอันดี ไม่เป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่เคยมีความผิดเสียหายเกี่ยวกับการเงิน ตลอดถึงไม่เคยถูกลงโทษจำคุกเพราะกระทำผิดอาญามาก่อน ดังที่ได้บัญญัติไว้ตั้งแต่ประการที่ ๗ ถึงประการที่ ๑๐ ทั้งนี้ โดยมุ่งหมายเพื่อให้ได้ผู้ที่มีเกียรติเป็นที่เชื่อถือไว้ว่างใจ และเพื่อป้องกันมิให้เกิดการทุจริตบกพร่องเสียหายแก่ทรัพย์สินของวัดและพระ พุทธศาสนา

                ฉะนั้น ในเรื่อง "คุณสมบัติ" ของไวยาวัจกรทั้ง ๑๐ ประการ ตามที่บัญญัติไว้ในข้อ ๖ นี้ จึงจัดเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการคัดเลือกและแต่งตั้งไวยาวัจกร เพราะถ้าปรากฏว่าผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นไวยาวัจกรนั้น "บกพร่อง" จากคุณสมบัติเพียงประการใดประการหนึ่ง การแต่งตั้งย่อมไม่เป็นการสมบูรณ์ตามกฎหมาย
ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด

สว่าง

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1002
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: รู้ทัน ปราโมชฺโช
« ตอบกลับ #36 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2011, 12:55:44 pm »
ดันหน่อยครับ

ขอให้เพื่อนชาวพุทธเจริญในธรรม
มีกัลยาณมิตรที่พึ่งพาได้จริงครับ

******

อ้างถึง
ภิกษุน้ำติดกะลา

                  
          “ราหุล! เธอเห็นน้ำที่เหลืออยู่นิดหนึ่งที่ก้นกะลานี้ไหม?”

          “เห็นพระเจ้าข้า”

          “ราหุล! นักบวชที่ไม่มีความละอาย ในการแกล้งกล่าวเท็จ ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จ ก็มีความเป็นสมณะนิดเดียว เหมือนน้ำที่เหลืออยู่ที่ก้นกะลานี้ ฉันนั้น”

          พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสาดน้ำนั้นเทไป (เหลือให้ติดอยู่แต่น้อยที่สุด) แล้วตรัสว่า

          “ราหุล! เธอเห็นน้ำที่สาดเทไปมิใช่หรือ?”

          “เห็นแล้ว พระเจ้าข้า”

          “ราหุล! นักบวชที่ไม่มีความละอาย ในการแกล้งกล่าวเท็จ ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จ ก็มีความเป็นสมณะเหลืออยู่น้อย เหมือนน้ำที่สักว่าเหลือติดอยู่ที่ก้นกะลานี้ ฉันนั้น”

          พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงคว่ำกะลานั้นแล้ว ตรัสว่า “ราหุล! เธอเห็นกะลาที่คว่ำอยู่แล้วมิใช่หรือ?”

          “เห็นแล้ว พระเจ้าข้า”

          “ราหุล! นักบวชที่ไม่มีความละอาย ในการแกล้งกล่าวเท็จ ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จ ก็มีความเป็นสมณะ เท่ากับน้ำที่เขาคว่ำกะลาเสียแล้วอย่างนี้ ฉันนั้น”

          พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหงายกะลานั้นขึ้นมาดู แล้วตรัสว่า “ราหุล! เธอเห็นกะลาอันว่างจากน้ำนี้แล้วมิใช่หรือ?”

          “เห็นแล้ว พระเจ้าข้า”

          “ราหุล! นักบวชที่ไม่มีความละอาย ในการแกล้งกล่าวเท็จ ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จ ก็มีความเป็นสมณะ เท่ากับความไม่มีของน้ำในกะลานี้ฉันนั้นเหมือนกัน... ฯลฯ ...

http://www.aia.or.th/lookmonktextbook.htm#1
ผมได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญของท่านปราโมทย์ไว้ในกระทู้ "รู้ทัน ปาโมชฺโช"
http://www.antiwimutti.net/forum/index.php?topic=1836.0

ทุกท่านมีปัญญา ไม่จำเป็นต้องคิดตามผม แต่ผมอยากให้ท่านได้คิด