ผู้เขียน หัวข้อ: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า  (อ่าน 6774 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 17 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

เดียวดายกลางสายลม

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 13
  • ได้รับการอนุโมทนา 1
เอาธรรมะมาฝากค่ะ ;D

หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า

        หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ดูลย์ อตุโล บวชเมื่อปี 2515 เมื่อท่านอายุได้ 20 ปี เมื่อท่านได้บวชแล้ว วันแรกหลวงปู่บอกว่าให้ไปนั่งภาวนากับหมู่เพื่อน โดยบอกว่าให้กำหนดลมหายใจเข้าพุท ออกโธ เหมือนปกติที่ตามแบบวัดป่า  หลวงพ่อท่านได้เล่าให้ฟังว่า  ท่านก็กำหนดตามที่หลวงปู่สอน  แต่ในจิตลึกๆ มันบอกท่านว่า ถ้ามัวจะตามลมหายใจเข้า และออกอยู่อย่างนี้มันจะสงบได้อย่างไร  ท่านจึงเปลี่ยนใหม่ว่า เมื่อกำหนดลมหายใจเข้าแล้ว  เวลาลมหายใจออกท่านไม่ตามลมออก  กลับกำหนดเข้าไปข้างใน

        ท่านบอกว่าท่านนั่งกำหนดได้ไม่นาน มันกลับดิ่งเข้าไปจนมันทะลุ แล้วจิตท่านก็เปลี่ยนเลย ท่านบอกว่าครั้งแรกที่นั่งมันเหมือนตาย ตายแล้วเกิดใหม่  เช้าวันรุ่งขึ้น หลวงปู่เรียกหาเณรให้ไปดูพระที่เพิ่งบวชใหม่ให้มาหาหลวงปู่  หลวงปู่ก็ถามว่า ภาวนา เป็นยังไง  หลวงพ่อบอกว่า  ไม่ทราบว่ายังไงนะครับหลวงปู่ แต่จิตผมมันว่าพุทโธเองอยู่ในใจนี่แม๊บๆๆ ไม่ยอมออก หลวงปู่ช่วยเอาออกที หลวงปู่จึงได้นั่งกำหนดดูอยู่  แล้วก็บอกว่า  เอาออกไม่ได้หรอก จิตเขาว่าพุทโธเอง ตอนนี้คุณน่ะเปลี่ยนแล้ว 

        หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังว่า  ท่านบอกว่าตอนนั้นจิตมันว่าแต่พุทโธเอง  จะคิดถึงบ้านก็ไม่ได้  จะนึกถึงแม่ก็ไม่ได้  ตาที่มองไปทางไหนมันก็ทะลุไปหมด เห็นอะไรก็ละลายไปหมด  ตอนนั้นท่านบอกว่า ท่านอยากนั่ง ใจมันก็สั่งให้เดินจงกรม  เดินจงกรมรอบโบสถ์วัดบูรพ์อยู่อย่างนั้น  เห็นโบสถ์โบสถ์ก็ละลายหายไปหมด  ท่านบอกว่า ท่านยังไม่ได้เรียนหนังสือธรรมเลย  อ่านหนังสือก็ไม่ค่อยออก เพราะจบ ป.4  ไม่รู้จักคำว่าไตรลักษณ์ แต่เข้าใจว่า ทุกอย่างมันละลายหมด

        วันที่สอง หลวงปู่สั่งไม่ให้ไปภาวนากับหมู่เพื่อน  ให้ไปภาวนาเดี่ยวเลย  ท่านก็นั่งภาวนาตั้งแต่หัวค่ำ  วันที่สองนี้จิตมันได้พิจารณาธาตุ ขันธ์ กลับไปกลับมาเองจนไม่เหลืออะไร  ท่านได้เคยพูดให้ผู้เขียนฟังว่า  จิตมันตัดสินของมันเอง  จิตมันเอาความว่างแยกความว่าง เอาจิตแยกจิต  ท่านจับเอาความว่างตรงนั้นชนความว่าง เพราะจิตมันคิดว่า ให้มีความว่าง มันก็ยังมีตัว ยังเป็นอวิชชา ท่านก็เลยเอาตรงที่เห็นมันใสๆ ว่างๆ ตรงนั้นจับชนกัน จนแตกละเอียด  จิตจึงลอยเด่น เหมือนพระจันทร์เต็มดวง วันรุ่งขึ้นหลวงปู่ดุลย์ก็เรียกอีกครั้ง  คราวนี้ท่านนั่งกำหนดดูนานทีเดียว แล้วก็บอกว่า  ต่อจากไปนี้ ออกพรรษาแล้ว ผมจะส่งคุณไปอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด ไปอยู่กับพระอาจารย์มหาบัว  ไปเอาข้อวัตรหลวงปู่มั่น

         หลังจากออกพรรษาแล้ว หลวงพ่อเยื้อนท่านจึงไปอยู่กับหลวงตามหาบัวที่บ้านตาด  เป็นเวลา 4 ปี ท่านทำหน้าที่อุปฐากหลวงตา หลวงตาท่านจะเรียกหลวงพ่อเยื้อนว่า "ธรรมสุรินทร์"

      ปี 2519 ทางกองทัพภาคที่ 2 ต้องการพระมาอยู่เป็นขวัญกำลังใจทหารในบริเวณชายแดน เนิน424 จึงได้ไปขอพระจากสมเด็จพระสังฆราช  สมเด็จพระสังฆราชจึงบอกว่าให้มาขอจากหลวงปู่ดูลย์  หลวงปู่ดูลย์จึงทำหนังสือไปขอตัวพระเยื้อนมาจาก หลวงตามหาบัวอย่างเป็นทางการ   

       พื้นที่ป่าสงวนเกือบ 20,000 ไร่นี้ทางกรมป่าไม้ได้มอบให้วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโรเป็นผู้ดูแล  โดยกำหนดให้เป็นพื้นที่พุทธอุทยาน ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในอีสานใต้  ที่เต็มไปด้วยไม้ที่สำคัญทางเศรษฐกิจคือ พยุง และประดู่  และมีสัตว์ป่าที่ยังคงเหลืออยู่หลายชนิด เช่น เสือปลา กวาง เก้ง หมาไน หมูป่า กระจง ค่าง ลิง ชะนี นกยูง เป็นต้น

       ทุกวันนี้เรามีทหารพรานจากกองกำลังสุรนารี และตำรวจตระเวนชายแดนมาอยู่ประจำวัดเขาศาลาฯ เพื่อพิทักษ์ป่าร่วมกับหลวงพ่อและพระสงฆ์ของวัด  เพราะมีคนพยายามลอบตัดไม้และล่าสัตว์ ทั้งหลวงพ่อ พระและทหาร ตำรวจต่างก็ต้องทำงานหนักกันเกือบทุกวัน

        วิธีการที่เราจะทำการอนุรักษ์ และรักษาป่าไม้ไว้ได้  มีหลายวิธี ตั้งแต่การปลูกป่าเพิ่มเติม การให้ความรู้เรื่องการอนุรักษ์ป่ากับเยาวชน และระดับผู้ช่วยและผู้ใหญ่บ้าน นักบริหารทั้งหลาย อบต. ที่มาเข้าอบรมศึกษาธรรมะอยู่เรื่อยๆ  การบวชพระเณรภาคฤดูร้อน เป็นเวลา 1 เดือน  โดยการส่งพระ เณรเข้าไปอบรมปฏิบัติธรรมกันในป่า และกระจายกันจำวัดในป่า ก็เป็นการช่วยเป็นหูเป็นตาดูแลรักษาป่าอีกทางหนึ่งด้วย

        เมื่อปี 2549  หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระพิศาลศาสนกิจ เป็นเจ้าคณะอำเภอศีขรภูมิ และอีก 5 อำเภอ

         และปี 2550  เป็น 1 ใน 5 ของผู้ได้รับรางวัล ผู้บำเพ็ญประโยชน์ในการพัฒนาจิตประจำปี 2550 ของสภาชาวพุทธและมูลนิธิโลกทิพย์

        และปัจจุบันท่านทำงานอนุป่าไม้อย่างต่อเนื่อง ช่วยเหลือดูแลลูกศิษย์ให้ได้รับศึกษาระดับที่สูงขึ้นไปทั้งในประเทศและส่งไปศึกษาต่อในต่างประเทศหลายรูป 


ขอบคุณ:เครดิตจาก http://www.oknation.net/blog/SIAM1932/2010/09/28/entry-2



เดียวดายกลางสายลม

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 13
  • ได้รับการอนุโมทนา 1
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มิถุนายน 30, 2011, 02:52:06 pm »
วิธีปฏิบัติภาวนาของหลวงพ่อ

วิธีกำหนดภาวนา เพื่อให้เกิดความสบายปลอดโปร่ง ง่ายในการภาวนา


อุบายการภาวนา ให้หาน้ำเย็นๆ 1 แก้ว  ดื่มลงไป  นั่งนิ่งๆ มีสติระลึกรู้ตามน้ำเย็นไปเรื่อยๆ ค่อยๆ สังเกตไปเรื่อยๆ น้ำเย็นจะค่อยๆ แผ่วๆ ตรงสุดท้ายที่ความเย็นหยุดนิ่ง ให้เอาเป็นฐานการระลึกรู้ของการภาวนา  จะภาวนาอะไรก็ได้ แต่จริงๆ ตรงนั้นคือตัวผู้รู้

จะลืมตาหรือไม่ลืมตา ก็ระลึกรู้ตรงนี้ได้ ให้รู้สึกอยู่ตรงน้ำ   การกำหนดตรงนี้แตกต่างจากการกำหนดลมที่ต้องมีลมเข้า ลมออก  แต่ตรงนี้ น้ำเป็นตัวนำทางความรู้สึกเข้าไป  และระลึกรู้อยู่ตรงนี้ ตรงความเย็นของน้ำหยุดอยู่  ดูผู้รู้สึกอยู่ตรงนี้  เป็นฐานการระลึกรู้การภาวนา หลับตาก็รู้ได้ ความรู้ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับลม ลมก็คือธาตุลม  ธาตุรู้ก็คือธาตุรู้

ส่วนมากนักปฏิบัติจะเอาลมเป็นธาตุรู้  แต่ที่อาตมาปฏิบัติมาแล้ว ไม่ต้องใช้ลมตามไป  แต่ใช้ธาตุรู้เป็นที่ตั้ง  ธาตุรู้ตรงนี้ปรุงแต่งไม่ได้ เราไปคิดที่อื่นก็ไม่ได้ เพราะความรู้อยู่ตรงนี้ ไม่ว่าจะเดินไปไหนหรือทำงานก็แล้วแต่ ก็อยู่ตรงนี้ตลอด ถึงความเย็นของน้ำจะหายไป แต่ตำแหน่งความเย็นยังคงอยู่  การภาวนา ตรงนี้เป็นการกำจัดความฟุ้งซ่าน การปรุงแต่ง จิตแล่นออกจากกาย จิตจะอยู่กับผู้รู้อย่างเดียว และต่อไปทำอย่างไรต่อ  ก็ให้รู้สึกอยู่ตรงนี้ มันจะปรุงแต่งไม่ได้ ธาตุที่ปรุงแต่งไม่ได้เรียกว่า จิต  แต่ที่ว่าปรุงแต่งไม่ใช่จิต เป็นอาการของจิต ถ้าไปถึงจิตแล้ว จิตจะนิ่งอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกจะไม่เคลื่อนไหวไปตามกายที่เคลื่อนไหว แต่อยู่ในตำแหน่งรู้ และนิมิตทั้งหมดก็หายไป

ในตัวของเราคือจิต ตัวผู้รู้เป็นจิตตัวจริงไม่ใช่อาการของจิต  จะให้ความยึดมั่นถือมั่นนอกจากผู้รู้ไม่มี  หลวงปู่ดูลย์จึงว่า จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค ก็เป็นลักษณะเช่นนี้

ขอบคุณ : เครดิตจาก http://watkaosala.page.tl

หัวใจสีเทา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 267
  • ได้รับการอนุโมทนา 4
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มิถุนายน 30, 2011, 03:37:53 pm »
วันที่ 3 ก.ค.54 พระอาจารย์เยื้อนท่านมารับนิมนต์ ที่มูลนิธิหลวงปู่มั่น จรัญ ตักบาตร ประมาณเวลา 8.00น. และ เวลา 14.00น. ที่ รพ.วิชัยยุทธ์ ที่ ชมรมพุทธ ฯ ท่านใดมีเวลาลองแวะไปได้นะครับ


ภาพนี้เห็นแล้วประทับใจ ระหว่างครูอาจารย์กับลูกศิษย์ เอามาฝากขอรับ

หัวใจสีเทา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 267
  • ได้รับการอนุโมทนา 4
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มิถุนายน 30, 2011, 04:11:28 pm »
ในวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๖.๐๐-๑๘.๐๐น. ณ ห้อง๒๑๑ (ห้องสมุดสุภาฯ) ชั้น ๒ คณะ เศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   อันนี้ด้วย  ;D

นายใบลาน

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 34
  • ได้รับการอนุโมทนา 3
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มิถุนายน 30, 2011, 06:32:50 pm »
หลวงพ่อเยื้อน ท่านเป็นอาจารย์ ของ The ACT จอมกะล่อน  :o
จิต ทรยศ กาย

satoranai

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2112
  • ได้รับการอนุโมทนา 45
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2011, 10:23:09 am »
ท่าทางจะโดนอาจารย์ตัดหางปล่อยถังส้วมแล้วมั้งครับ??
สอนไม่ฟัง เอาคำสอนมาสมยอมกับกิเลสของตน
กรรมที่เคยกระทำกับหลวงพ่อสงบ จะตามตูดไปอีกนานแหละ
..
..
พระป่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คือผู้รักษ์ป่าตัวจริงครับ
เป็นทั้งผู้ปลูกป่า รักษาป่า ไม่ให้โดนไฟป่าเผาผลาญ
ผมเห็นครูจารย์ให้ทีมพระ ดับไฟป่าแทบจะทุกปี
จนเห็นความแตกต่างของพื้นที่ถูกเผา (ซ้ำเดิมทุกปี) กับพื้นที่รักษาได้
..
..
แต่ก็มีพระแอบแฝง ที่สวมหน้ากากอ้างว่าเป็นพระป่า
แต่แอบถางป่า ทำเป็นรีสอร์ทเรียกญาติโยม (ตามที่เป็นข่าวและก็เงียบไปแล้ว)

สูสุดทอ

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 42
  • ได้รับการอนุโมทนา 1
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2011, 12:28:28 pm »
วิธีปฏิบัติภาวนาของหลวงพ่อ

วิธีกำหนดภาวนา เพื่อให้เกิดความสบายปลอดโปร่ง ง่ายในการภาวนา
  ....ใช้ธาตุรู้เป็นที่ตั้ง  ธาตุรู้ตรงนี้ปรุงแต่งไม่ได้ เราไปคิดที่อื่นก็ไม่ได้ เพราะความรู้อยู่ตรงนี้ ไม่ว่าจะเดินไปไหนหรือทำงานก็แล้วแต่ ก็อยู่ตรงนี้ตลอด ถึงความเย็นของน้ำจะหายไป แต่ตำแหน่งความเย็นยังคงอยู่ ....


สาธุ ขออนุโมทนาครับ

ขอขอบคุณคุณเดียวดายกลางสายลม  ที่นำประวัติของท่านมาให้อ่านกันครับ  มีประโยชน์มากครับ

เดียวดายกลางสายลม

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 13
  • ได้รับการอนุโมทนา 1
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2011, 01:07:43 pm »
วิธีปฏิบัติภาวนาของหลวงพ่อ

วิธีกำหนดภาวนา เพื่อให้เกิดความสบายปลอดโปร่ง ง่ายในการภาวนา
  ....ใช้ธาตุรู้เป็นที่ตั้ง  ธาตุรู้ตรงนี้ปรุงแต่งไม่ได้ เราไปคิดที่อื่นก็ไม่ได้ เพราะความรู้อยู่ตรงนี้ ไม่ว่าจะเดินไปไหนหรือทำงานก็แล้วแต่ ก็อยู่ตรงนี้ตลอด ถึงความเย็นของน้ำจะหายไป แต่ตำแหน่งความเย็นยังคงอยู่ ....


สาธุ ขออนุโมทนาครับ

ขอขอบคุณคุณเดียวดายกลางสายลม  ที่นำประวัติของท่านมาให้อ่านกันครับ  มีประโยชน์มากครับ


สาธุค่ะ

satoranai

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2112
  • ได้รับการอนุโมทนา 45
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2011, 05:49:56 pm »
วิธีปฏิบัติภาวนาของหลวงพ่อ

วิธีกำหนดภาวนา เพื่อให้เกิดความสบายปลอดโปร่ง ง่ายในการภาวนา


อุบายการภาวนา ให้หาน้ำเย็นๆ 1 แก้ว  ดื่มลงไป  นั่งนิ่งๆ มีสติระลึกรู้ตามน้ำเย็นไปเรื่อยๆ ค่อยๆ สังเกตไปเรื่อยๆ น้ำเย็นจะค่อยๆ แผ่วๆ ตรงสุดท้ายที่ความเย็นหยุดนิ่ง ให้เอาเป็นฐานการระลึกรู้ของการภาวนา  จะภาวนาอะไรก็ได้ แต่จริงๆ ตรงนั้นคือตัวผู้รู้

จะลืมตาหรือไม่ลืมตา ก็ระลึกรู้ตรงนี้ได้ ให้รู้สึกอยู่ตรงน้ำ   การกำหนดตรงนี้แตกต่างจากการกำหนดลมที่ต้องมีลมเข้า ลมออก  แต่ตรงนี้ น้ำเป็นตัวนำทางความรู้สึกเข้าไป  และระลึกรู้อยู่ตรงนี้ ตรงความเย็นของน้ำหยุดอยู่  ดูผู้รู้สึกอยู่ตรงนี้  เป็นฐานการระลึกรู้การภาวนา หลับตาก็รู้ได้ ความรู้ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับลม ลมก็คือธาตุลม  ธาตุรู้ก็คือธาตุรู้

ส่วนมากนักปฏิบัติจะเอาลมเป็นธาตุรู้  แต่ที่อาตมาปฏิบัติมาแล้ว ไม่ต้องใช้ลมตามไป  แต่ใช้ธาตุรู้เป็นที่ตั้ง  ธาตุรู้ตรงนี้ปรุงแต่งไม่ได้ เราไปคิดที่อื่นก็ไม่ได้ เพราะความรู้อยู่ตรงนี้ ไม่ว่าจะเดินไปไหนหรือทำงานก็แล้วแต่ ก็อยู่ตรงนี้ตลอด ถึงความเย็นของน้ำจะหายไป แต่ตำแหน่งความเย็นยังคงอยู่  การภาวนา ตรงนี้เป็นการกำจัดความฟุ้งซ่าน การปรุงแต่ง จิตแล่นออกจากกาย จิตจะอยู่กับผู้รู้อย่างเดียว และต่อไปทำอย่างไรต่อ  ก็ให้รู้สึกอยู่ตรงนี้ มันจะปรุงแต่งไม่ได้ ธาตุที่ปรุงแต่งไม่ได้เรียกว่า จิต  แต่ที่ว่าปรุงแต่งไม่ใช่จิต เป็นอาการของจิต ถ้าไปถึงจิตแล้ว จิตจะนิ่งอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกจะไม่เคลื่อนไหวไปตามกายที่เคลื่อนไหว แต่อยู่ในตำแหน่งรู้ และนิมิตทั้งหมดก็หายไป

ในตัวของเราคือจิต ตัวผู้รู้เป็นจิตตัวจริงไม่ใช่อาการของจิต  จะให้ความยึดมั่นถือมั่นนอกจากผู้รู้ไม่มี  หลวงปู่ดูลย์จึงว่า จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค ก็เป็นลักษณะเช่นนี้

ขอบคุณ : เครดิตจาก http://watkaosala.page.tl


ด้วยความเคารพครับ
ผมว่า น่าจะมีการก้าวข้ามขั้นตอนบางอย่าง
แค่เพ่งรู้อยู่ที่สะดือ เท่าั้นั้น คงยังไม่ไปถึงที่ว่า
"หลวงปู่ดูลย์จึงว่า จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค ก็เป็นลักษณะเช่นนี้"
...
...
"ลักษณะเช่นนี้" คืออะไร นี่สิ ที่ผมไม่เข้าใจจากประโยคที่คุณเดียวดาย อ้างถึง

เดียวดายกลางสายลม

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 13
  • ได้รับการอนุโมทนา 1
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2011, 09:21:36 pm »
ตามที่อ.ซาโต้ตั้งข้อสังเกตนั้น ขออนุญาตเรียนว่าธรรมะนี้นำมาจากเว็บไซด์ของวัดเขาศาลา ตามเครดิตด้านล่างโดยมิได้ตัดทอนใดๆ ยกเว้นในตอนท้ายที่ว่า

" ผู้ปฏิบัติสงสัยเกี่ยวกับการภาวนา  โปรดสอบถามโดยตรงกับท่านอาจารย์เยื้อน ขนฺติพโลเท่านั้น มือถือโทร. 081-815-3970  ได้ตลอดเวลาค่ะ"

หากผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

นายใบลาน

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 34
  • ได้รับการอนุโมทนา 3
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2011, 12:25:02 am »
โอ้ ก็ดีครับ ผมก็อยากทราบเหมือนกันว่าครูจารย์ท่านอื่นๆมีความเห็นกับคำสอนตรงนี้ว่าอย่างไรบ้าง

ท่านอาจารย์อาร์ม ต้องกราบเรียนถามหลวงพ่อสงบ ด้วยตัวเองดูนะครับ
จิต ทรยศ กาย

satoranai

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2112
  • ได้รับการอนุโมทนา 45
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2011, 03:44:56 am »
ตามที่อ.ซาโต้ตั้งข้อสังเกตนั้น ขออนุญาตเรียนว่าธรรมะนี้นำมาจากเว็บไซด์ของวัดเขาศาลา ตามเครดิตด้านล่างโดยมิได้ตัดทอนใดๆ ยกเว้นในตอนท้ายที่ว่า

" ผู้ปฏิบัติสงสัยเกี่ยวกับการภาวนา  โปรดสอบถามโดยตรงกับท่านอาจารย์เยื้อน ขนฺติพโลเท่านั้น มือถือโทร. 081-815-3970  ได้ตลอดเวลาค่ะ"

หากผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ


อ้าว นึกว่าคุณเดียวดายเป็นลูกศิษย์ท่านเสียอีก
เพราะถ้าเป็นลูกศิษย์ จะได้พิมพ์คำถามไปให้ท่านอ่านได้ (โทรไปคงจะไม่เข้าใจกันเปล่าๆ)

ผมลองเข้าเวปไปแล้วครับ
ด้วยความเคารพ ตามที่ผมเข้าใจ ในเวปนั้นหลวงพ่อเยื้อนท่านสอนสมาธิเป็นหลักมั้งครับ??
แล้วก็ท่านเน้นไม่ให้เอานิมิต ให้ทิ้ง เพราะนิมิตคืออันตราย ... ดูเหมือนท่านจะแอนตี้นิมิตมากๆ
http://watkaosala.page.tl/02-%26%233623%3B%26%233636%3B%26%233608%3B%26%233637%3B%26%233613%3B%26%233638%3B%26%233585%3B%26%233592%3B%26%233636%3B%26%233605%3B%26%233652%3B%26%233617%3B%26%233656%3B%26%233651%3B%26%233627%3B%26%233657%3B%26%233627%3B%26%233621%3B%26%233591%3B%26%233607%3B%26%233634%3B%26%233591%3B.htm

ปล...
ผู้จัดทำเวป ไปเอาโฆษณาไอแพด บีบี ออกก็จะดีมาก

หัวใจสีเทา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 267
  • ได้รับการอนุโมทนา 4
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2011, 02:04:37 pm »
หากสงสัยตรงไหน ผมว่าควรจะไปถามที่หลวงพ่อเองโดยตรงก่อน แต่หากพี่ๆสงสัยในคำสอนก็ดี แล้วเอาคำพูดไปให้ครูอาจารย์ท่านอื่นที่พี่เคารพ ตัดสินจะเอาถูกผิด ถ้าทำแบบนี้ เป็นเพราะไม่เข้าใจที่ท่านพูด หรือ ไม่ถูกใจที่ท่านพูด เพราะไม่เหมือนคำพูดที่เรารู้จักกันแน่  แล้วใครจะอธิบายถึงลักษณะคำพูดได้ดีกว่าผู้พูดได้หละพี่ เอาคำพูดนี้ไปชนกับคำพูดนั้นบ้างนี้บ้าง  พี่ๆจะจับชนกันไปเพื่ออะไรครับ ถ้ารู้สึกว่า พี่ในแน่ใจในทางของหลวงพ่อ พี่ๆไปถามกันตรงๆเลยดีกว่า เพราะที่ได้ยินมา หลายท่านว่า ท่านเป็นคนพูดตรงๆไม่อ้อมค้อม สงสัยอะไรไปถามให้ถึงที่ก่อนดีไหมครับ

มัจฑาริน

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 306
  • ได้รับการอนุโมทนา 8
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2011, 03:57:59 pm »
บางคนภาวนาไม่เป็น  ยังไปเที่ยวจับผิดผู้อื่น 

มัจฑาริน

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 306
  • ได้รับการอนุโมทนา 8
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2011, 04:10:47 pm »
บางคนภาวนาไม่เป็น  ยังไปเที่ยวจับผิดผู้อื่น

คุณมึงจะพูดถึงใครครับ พูดมาให้ตรงๆ อย่าทำตัวเป็นพูดเลียบๆเคียงๆ มันทุเรศ


คุณรู้คำตอบแล้ว  เหตุใดจึงย้อนถาม

มัจฑาริน

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 306
  • ได้รับการอนุโมทนา 8
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2011, 04:23:03 pm »
ม้วนที่ ๑  http://www.fungdham.com/sound/popup-sound/yeun/popup-02.html

ม้วนที่ ๒ http://www.fungdham.com/sound/popup-sound/yeun/popup-03.html

ฟังและศึกษาก่อน  อย่าด่วนวิจารณ์ท่าน   มันอันตราย

หัวใจสีเทา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 267
  • ได้รับการอนุโมทนา 4
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2011, 04:47:53 pm »
ลงกันด้วยคำพูด โดยที่ผู้กล่าวกับผู้สงสัยไม่ได้สนทนาธรรมกันโดยตรง แต่อาศัยคำพูดผ่านจากผู้อื่น
แล้วหากท่านใดพูดตรงตามตำราของครูอาจารย์ที่เราเคารพ เราจะสรุปว่าใช่แล้ว ถูกแล้ว เพราะคำพูดเท่านั้นหรอครับ
เอาล่ะผมก็ไม่มีอะไรแล้ว แต่จะอาศัย วิธีการ ตรรกะต่างๆ เหมือนพระปราโมทย์ไปเสียทั้งหมด ก็ไม่ถูกมั้งครับ
เพราะพื้นฐานที่มานั้นต่างกัน อย่างน้อยก็ให้เกียรติเคารพท่านบ้างเล็กๆน้อยก็ยังดี ขอบคุณครับ




satoranai

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2112
  • ได้รับการอนุโมทนา 45
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2011, 05:21:42 pm »
ตามที่อ.ซาโต้ตั้งข้อสังเกตนั้น ขออนุญาตเรียนว่าธรรมะนี้นำมาจากเว็บไซด์ของวัดเขาศาลา ตามเครดิตด้านล่างโดยมิได้ตัดทอนใดๆ ยกเว้นในตอนท้ายที่ว่า

" ผู้ปฏิบัติสงสัยเกี่ยวกับการภาวนา  โปรดสอบถามโดยตรงกับท่านอาจารย์เยื้อน ขนฺติพโลเท่านั้น มือถือโทร. 081-815-3970  ได้ตลอดเวลาค่ะ"

หากผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ


อ้าว นึกว่าคุณเดียวดายเป็นลูกศิษย์ท่านเสียอีก
เพราะถ้าเป็นลูกศิษย์ จะได้พิมพ์คำถามไปให้ท่านอ่านได้ (โทรไปคงจะไม่เข้าใจกันเปล่าๆ)

ผมลองเข้าเวปไปแล้วครับ
ด้วยความเคารพ ตามที่ผมเข้าใจ ในเวปนั้นหลวงพ่อเยื้อนท่านสอนสมาธิเป็นหลักมั้งครับ??
แล้วก็ท่านเน้นไม่ให้เอานิมิต ให้ทิ้ง เพราะนิมิตคืออันตราย ... ดูเหมือนท่านจะแอนตี้นิมิตมากๆ
http://watkaosala.page.tl/02-%26%233623%3B%26%233636%3B%26%233608%3B%26%233637%3B%26%233613%3B%26%233638%3B%26%233585%3B%26%233592%3B%26%233636%3B%26%233605%3B%26%233652%3B%26%233617%3B%26%233656%3B%26%233651%3B%26%233627%3B%26%233657%3B%26%233627%3B%26%233621%3B%26%233591%3B%26%233607%3B%26%233634%3B%26%233591%3B.htm

ปล...
ผู้จัดทำเวป ไปเอาโฆษณาไอแพด บีบี ออกก็จะดีมาก


คุณหัวใจสีเทาว่า ประโยคนี้ของผม
มีที่ไม่สมควรอย่างไร ลองแจกแจงให้เข้าใจหน่อยสิครับ
แล้วไอ้เรื่อง ให้เอาเข้าไปถามนี่ ผมกำลังถามคุณเดียวดายผู้นำมาลงครับ
ส่วนเรื่องจะถามไปที่หลวงพ่อเยื้อน ผมขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการอย่างไรต่อไปครับ
...
อนึ่ง ผมไม่เคยปรามาสที่ตัวบุคคลว่าสูงต่ำดำขาวพูดจากระโชกโฮกฮาก
ผมเข้าไปอ่านดูที่เวปของท่าน แล้วก็จับมาได้ตามนี้
ธรรมะเป็นของสาธารณะ ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล
เมื่อ ธรรมะเป็นของสาธารณะ ที่มีคนมารับรู้กันได้ตลอดเวลา
คงหนีไม่พ้นการ "ตีความ" เพื่อความกระจ่าง ดีกว่าปล่อยให้ ลอยมาก็ลอยไป
...
ผมเน้นว่า อือม หลวงพ่อเยื้อนท่านเน้นสมาธินะ
เอ่อ แล้วจากเทศน์ของท่าน ผมดูยังไงๆ ท่านก็แอนตี้นิมิตครับ
ประโยคนี้ มันทำให้ท่านเสื่อมเสียอย่างไรครับ??
...
อ้อ ผมอ่านดูแล้ว
มีหลายส่วนที่ คาดว่า ลุงปราโมทย์เอาไปผสมค็อกเทลคำสอนของตัวเองเยอะมาก
...
...
สมาธินี้สำคัญนักครับ นิมิตนี้ก็มีทั้งของปลอมและของจริง

หัวใจสีเทา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 267
  • ได้รับการอนุโมทนา 4
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2011, 05:27:34 pm »
ครับพี่อาร์ม เข้าใจที่พี่ว่ามาครับ   ที่ผมมากล่าวก็ตรงเรื่อง ที่พี่ซาโต้ กล่าวถึง จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค
ผมจึงมีความเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องลึกซึ้งมากๆ ถ้าหากครูอาจารย์ได้สทนากันโดยตรงเลยน่าจะเหมาะสมและไขข้อข้องใจได้ดีที่สุด
ประมาณนี้ครับ  แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาจารย์ผู้ตอบคำถามด้วยว่าจะไขข้อสงสัยด้วยวิธีใด ก็สุดแล้วแต่ท่าน ขอรับ ครับผม

satoranai

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2112
  • ได้รับการอนุโมทนา 45
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2011, 05:36:53 pm »
บางคนภาวนาไม่เป็น  ยังไปเที่ยวจับผิดผู้อื่น

ลุงปราโมทย์กัดฟันกรอด  มันน่านัก
โดนไอ้พวกภาวนาไม่เป็นจับ "ความไร้ธรรมะในตน"

satoranai

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2112
  • ได้รับการอนุโมทนา 45
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2011, 05:44:52 pm »
วิธีปฏิบัติภาวนาของหลวงพ่อ

วิธีกำหนดภาวนา เพื่อให้เกิดความสบายปลอดโปร่ง ง่ายในการภาวนา


อุบายการภาวนา ให้หาน้ำเย็นๆ 1 แก้ว  ดื่มลงไป  นั่งนิ่งๆ มีสติระลึกรู้ตามน้ำเย็นไปเรื่อยๆ ค่อยๆ สังเกตไปเรื่อยๆ น้ำเย็นจะค่อยๆ แผ่วๆ ตรงสุดท้ายที่ความเย็นหยุดนิ่ง ให้เอาเป็นฐานการระลึกรู้ของการภาวนา  จะภาวนาอะไรก็ได้ แต่จริงๆ ตรงนั้นคือตัวผู้รู้

จะลืมตาหรือไม่ลืมตา ก็ระลึกรู้ตรงนี้ได้ ให้รู้สึกอยู่ตรงน้ำ   การกำหนดตรงนี้แตกต่างจากการกำหนดลมที่ต้องมีลมเข้า ลมออก  แต่ตรงนี้ น้ำเป็นตัวนำทางความรู้สึกเข้าไป  และระลึกรู้อยู่ตรงนี้ ตรงความเย็นของน้ำหยุดอยู่  ดูผู้รู้สึกอยู่ตรงนี้  เป็นฐานการระลึกรู้การภาวนา หลับตาก็รู้ได้ ความรู้ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับลม ลมก็คือธาตุลม  ธาตุรู้ก็คือธาตุรู้

ส่วนมากนักปฏิบัติจะเอาลมเป็นธาตุรู้  แต่ที่อาตมาปฏิบัติมาแล้ว ไม่ต้องใช้ลมตามไป  แต่ใช้ธาตุรู้เป็นที่ตั้ง  ธาตุรู้ตรงนี้ปรุงแต่งไม่ได้ เราไปคิดที่อื่นก็ไม่ได้ เพราะความรู้อยู่ตรงนี้ ไม่ว่าจะเดินไปไหนหรือทำงานก็แล้วแต่ ก็อยู่ตรงนี้ตลอด ถึงความเย็นของน้ำจะหายไป แต่ตำแหน่งความเย็นยังคงอยู่  การภาวนา ตรงนี้เป็นการกำจัดความฟุ้งซ่าน การปรุงแต่ง จิตแล่นออกจากกาย จิตจะอยู่กับผู้รู้อย่างเดียว และต่อไปทำอย่างไรต่อ  ก็ให้รู้สึกอยู่ตรงนี้ มันจะปรุงแต่งไม่ได้ ธาตุที่ปรุงแต่งไม่ได้เรียกว่า จิต  แต่ที่ว่าปรุงแต่งไม่ใช่จิต เป็นอาการของจิต ถ้าไปถึงจิตแล้ว จิตจะนิ่งอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกจะไม่เคลื่อนไหวไปตามกายที่เคลื่อนไหว แต่อยู่ในตำแหน่งรู้ และนิมิตทั้งหมดก็หายไป

ในตัวของเราคือจิต ตัวผู้รู้เป็นจิตตัวจริงไม่ใช่อาการของจิต  จะให้ความยึดมั่นถือมั่นนอกจากผู้รู้ไม่มี  หลวงปู่ดูลย์จึงว่า จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค ก็เป็นลักษณะเช่นนี้

ขอบคุณ : เครดิตจาก http://watkaosala.page.tl


ด้วยความเคารพครับ
ผมว่า น่าจะมีการก้าวข้ามขั้นตอนบางอย่าง
แค่เพ่งรู้อยู่ที่สะดือ เท่าั้นั้น คงยังไม่ไปถึงที่ว่า
"หลวงปู่ดูลย์จึงว่า จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค ก็เป็นลักษณะเช่นนี้"
...
...
"ลักษณะเช่นนี้" คืออะไร นี่สิ ที่ผมไม่เข้าใจจากประโยคที่คุณเดียวดาย อ้างถึง


อ้าว ตรงนี้หรือครับ ... ผมสงสัยจริงๆครับ
แหม ตั้งคำถามยากเสียด้วย ท่าจะยาวเลยแหละ เพราะ โสลกของหลวงปู่ดูลย์ลึกซึ้งมาก
เดี๋ยวผมจะลองตั้งคำถามกับคนในนี้แหละครับ
ด้วยเหตุผลเดียวกับที่ได้เสนอไป ธรรมะเมื่อออกสู่เวป ก็กลายเป็นของสาธารณะครับ

ปล...
คุณหัวใจสีเทา อ่านประโยคนั้นแล้ว
๑) โอย เต็มที่ เห็นด้วยทุกประการ
๒) เอ ไม่แน่ใจ ปล่อยผ่านๆไปดีกว่า
๓) อือม ไม่แน่ใจนะ คิดว่ามันห้วนๆยังไงอยู่

satoranai

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2112
  • ได้รับการอนุโมทนา 45
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2011, 05:58:01 pm »
ขอตั้งสโลกธรรมของหลวงปู่ดูลย์ขึ้นมาก่อน

"จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตส่งออกนอก เป็นทุกข์
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นนิโรธ"

หัวใจสีเทา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 267
  • ได้รับการอนุโมทนา 4
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2011, 07:15:22 pm »
ยังไงต้องขอโทษพี่ซาโต้ด้วย ไม่ได้ว่าพี่ทำให้หลวงพ่อเสื่อมเสียแต่อย่างใดนะครับ

จากที่พี่ว่า น่าจะมีการก้าวข้ามขั้นตอนบางอย่าง
แค่เพ่งรู้อยู่ที่สะดือ เท่าั้นั้น คงยังไม่ไปถึงที่ว่า
"หลวงปู่ดูลย์จึงว่า จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค ก็เป็นลักษณะเช่นนี้"


กับรู้ตรงนี้
ในตัวของเราคือจิต ตัวผู้รู้เป็นจิตตัวจริงไม่ใช่อาการของจิต  จะให้ความยึดมั่นถือมั่นนอกจากผู้รู้ไม่มี
หลวงปู่ดูลย์จึงว่า จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค ก็เป็นลักษณะเช่นนี้

ครับที่พี่ถาม ปล...คุณหัวใจสีเทา อ่านประโยคนั้นแล้ว ถ้าเป็นที่พี่สงสัยนะครับ
เนื้อความที่สงสัยนั้นสั้นไปและกว้างไปหนะครับ คือตรงรู้ที่สะดือ แล้วก็ข้ามไปถึง มรรค หนะครับ

แล้วอย่างที่ผมยกต่อมาหละครับ พี่ซาโต้ว่ามีความเห็นอย่างไรครับ

สำหรับผมนะ ผมเข้าใจในคำกล่าว แต่ไม่ได้แจ้งในใจ เพราะผมเองต้องยอมรับว่าจิตยังไม่ถึง
และ ไม่ทราบอีกว่า จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค นี้เป็นอย่างไร

และนอกจากคำกล่าวที่แสดงแล้ว สิ่งที่แสดงหรือเปิดเผยไม่ได้ก็ต้องเป็นลักษณาการของจิตในขณะนั้น
เราพูดถึงขณะ จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค 
หากเราไปถามท่านโดยตรงก่อน ให้ท่านอธิบายและลงลึกในคำสอนคำกล่าวก็ดี อย่างน้อยเราก็จะมีข้อมูลเพิ่มเติม แล้วหากสงสัย ค่อยนำไปเรียนถามครูอาจารย์ที่เราเคารพ ชี้แจงอีกที

เพราะผมเองก็เห็นว่า คำพูดบางส่วนจะเอาเป็นที่สุดของความรู้คงไม่ได้ทั้งหมด ประมาณนี้ครับ

 


satoranai

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2112
  • ได้รับการอนุโมทนา 45
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2011, 08:35:17 pm »
ผมก็ติดใจเรื่องนิมิตครับ
ไม่ใช่เรื่องสมาธิที่หลวงพ่อเยื้อนท่านสอน

ปล...
ผมส่งคำถามไปที่เวปหลวงพ่อสงบแล้วครับ
ว่า
อย่างไรคือ "จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค "
..
..
ลางสังหรณ์บอกว่า "ดูจิต" แบบลุงปราโมทย์แตกโพล๊ะ
กระจายเป็น "ดูจิต" แบบ ... มากมาย มันจะโอเคกันหมดหรือเปล่า??

มัจฑาริน

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 306
  • ได้รับการอนุโมทนา 8
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2011, 12:15:44 am »
ครูบาอาจารย์ท่านบอกอยู่เสมอว่า การเทศน์ต้องระวังพยายามเลี่ยงการใช้บาลี 
เพราะปัจจุบันนักปริยัติมีเยอะ

hangman

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2372
  • ได้รับการอนุโมทนา 23
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2011, 09:27:18 am »
ครูบาอาจารย์ท่านบอกอยู่เสมอว่า การเทศน์ต้องระวังพยายามเลี่ยงการใช้บาลี 
เพราะปัจจุบันนักปริยัติมีเยอะ


เวลาคนเค้าสงสัย มันก็มีคำถามอยู่ในใจ ครั้งจะแก้ข้อสงสัยนั้น ด้วยตัวเองอาจยังไม่เข้าใจ ยังเข้าไม่ถึงใจความนั้น ย่อมแสวงหาคำตอบ คนมีครูอาจารย์ เค้าก็นึกถึงครูอาจารย์ ในการไขข้อความที่อยู่ในใจ ข้อความที่ยังไม่เข้าใจ

เค้าถามเพื่อความรู้เค้า เพื่อเสริมความรู้ความเข้าใจของเค้า ถ้าเค้าไม่มีเจตนาจะไปปรามาสครูอาจารย์ท่านไหน แต่อยากรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นหมายความว่าอย่างไร เป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน เป็นเรื่องที่เราได้ยินได้ฟังแล้วไม่เข้าใจ ก็หาวิธีทำความเข้าใจกันไป ศึกษาหาความรู้เองหรือวิปัสนาก็ประการหนึ่ง ทำจนสุดความสามารถแล้วยังไม่เข้าใจ ก็มาประการที่สองคือ ถามความติดขัดในใจกับครูอาจารย์เป็นประการที่สอง

เมื่อมีความเข้าใจไม่สงสัย จากประการแรกก็ดี ประการที่สองก็ดี เมื่อเวลาน้อมนำไปปฏิบัติ ย่อมไม่ลำบากในการทำความเข้าใจและพิจารนาไปในเหตุที่ได้ยินได้ฟังมา ในเหตุของคำตอบเหล่านั้น จากการเรียนรู้ด้วยตัวเองก็ดี ในการวิปัสนา หรือจากคำตอบจากครูอาจารย์ก้ดี เพื่อเสริมสร้างจิตใจตัวเองไปในทางที่ดี ไม่ไปในทางที่เสื่อมเสียหาย

ที่นี้เหตุผลคนเราไม่เท่ากัน ความเข้าใจก็ไม่เท่ากัน วิธีการปฏิบัติก็ตามจริตนิสัยความพอใจในการปฏิบัติของแต่ละคน การแก้ข้อสงสัยและวิธีการก็ต่างกันไป

คุณมัจฑาริน มองด้วยเหตุด้วยผล มันจะเป็นมรรค์ มองด้วยอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ มันก้เป็นเหตุของทุกข์ เมื่อเรามีอารมณ์ไม่ชอบใจ ผลของการอยู่ในอารมณ์เหล่านั้นคือสมุทัย แต่จะทำให้เป็นนิโรธยังไง ก็ว่ากันไป ว่ากันไป


แต่นิโรธคงไม่ดับด้วยคำว่า สงสัยก็ให้รู้ว่าสงสัย


เกิดเป็นคนช่างยากแท้

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1636
  • ได้รับการอนุโมทนา 14
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2011, 09:44:25 am »
  สาธุ..ทุกท่านเลยครับ สนทนาธรรมกันได้ประโยชน์มาก..จากรูปวัด พระอาจารย์เยื้อน ผมเห็นแหล่งน้ำ อยากถามว่า สภาพป่าท่านอนุญาติให้เที่ยวได้ทั่วป่าไหมครับ หรือให้โยมเข้าไปพักหลายๆวันได้ไหมและขอถามท่านผู้รู้ ช่วยสงเคราะห์ด้วยครับว่า..
  1.วัดพระอาจารย์สงบ ป่าไม้สภาพกว้าง สมบูณร์ มากไหมครับ ไม่เคยเห็นภาพด้านหลัง ..ท่านsato..มีถ้ำบ้างไหมครับ (เผื่อจะไปขุดสมบัติ)
  2.วัดพระอาจารย์เยื้อน สภาพป่า มีแม่น้ำกลางพื้นที่เลยรึครับ..ดูจากเวปได้แค่ภาพแรกเท่านั้น เปิดต่อไปไม่มีภาพครับ ใครมีภาพสงเคราะห์ด้วยครับ
     ใครสงเคราะห์ สาธุ เกิดชาติไหนๆขอให้ได้อยู่ป่า..ร่มเย็น ร่มรื่น..มีมะเฟือง มะปราง มะม่วง เงาะ ทุเรียน กินทุกชาติไป..ขอให้ได้นั่งดูธรรมชาติป่าไม้ที่มีสายลม เย็นสบายยย..ขอให้มีบ้านปลุกใต้ต้น แก้ว มะลิ ตะแบก ชีปะขาว ตะเคียน ไทรย้อย ..แดดร่ม ลมแรง..มีนางตะเคียน นางตานี มาเป็นเพื่อนเล่นหมากรุก..เอ๊ย..ช่วยปลุกลุกขึ้นทำความเพียร..สัตว์ป่าส่งเสียงร้องตามธรรมชาติ..นึกเอาเองเน๊าะอยากเห็นอะไรก็..สาธุ ผมเอาแค่นี้แหละครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 03, 2011, 09:57:36 am โดย เกิดเป็นคนช่างยากแท้ »

สมาชิก

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 336
  • ได้รับการอนุโมทนา 14
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2011, 11:26:47 am »
อ้างถึง
วิธีเจริญ จิตภาวนา ตามแนวการสอนของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

๑. เริ่มต้นอิริยาบถที่สบาย ยืน เดิน นั่ง นอน ได้ตามสะดวก

ทำความรู้ตัวเต็มที่ และ รู้อยู่กับที่ โดยไม่ต้องรู้อะไร คือ รู้ตัว อย่างเดียว

รักษาจิตเช่นนี้ไว้เรื่อยๆ ให้ "รู้อยู่เฉยๆ" ไม่ต้องไปจำแนกแยกแยะ อย่าบังคับ อย่าพยายาม อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม

เมื่อรักษาได้สักครู่ จิตจะคิดแส่ไปในอารมณ์ต่างๆ โดยไม่มีทางรู้ทันก่อนเป็น ธรรมดา สำหรับผู้ฝึกใหม่ ต่อเมื่อจิตแล่นไป คิดไปในอารมณ์ นั้นๆ จนอิ่มแล้ว ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาเอง เมื่อรู้สึกตัวแล้วให้พิจารณาเปรียบเทียบภาวะของตนเอง ระหว่างที่มีความรู้อยู่กับ ที่ และระหว่าง ที่จิตคิดไปในอารมณ์ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นอุบายสอนจิตให้จดจำ

จากนั้น ค่อยๆ รักษาจิตให้อยู่ในสภาวะรู้อยู่กับที่ ต่อไป ครั้นพลั้งเผลอรักษาไม่ดีพอ จิตก็จะแล่นไปเสวยอารมณ์ข้างนอกอีก จนอิ่มแล้ว ก็จะกลับรู้ตัว รู้ตัวแล้วก็พิจารณา และรักษาจิตต่อไป

ด้วยอุบายอย่างนี้ ไม่นานนัก ก็จะสามารถควบคุมจิตได้ และบรรลุสมาธิ ในที่สุด และจะเป็นผู้ฉลาดใน "พฤติแห่งจิต" โดยไม่ต้องไป ปรึกษาหารือใคร

ข้อห้าม ในเวลาจิตฟุ้งเต็มที่ อย่าทำ เพราะไม่มีประโยชน์ และยังทำให้บั่นทอนพลังความเพียร ไม่มีกำลังใจในการเจริญจิตครั้งต่อๆ ไป

ในกรณีที่ไม่สามารถทำเช่นนี้ ให้ลองนึกคำว่า "พุทโธ" หรือคำอะไร ก็ได้ที่ไม่เป็นเหตุเย้ายวน หรือเป็นเหตุขัดเคืองใจ นึกไปเรื่อยๆ แล้วสังเกตดูว่า คำที่นึกนั้น ชัดที่สุดที่ตรงไหน ที่ตรงนั้นแหละคือฐานแห่งจิต

พึงสังเกตว่า ฐานนี้ไม่อยู่คงที่ตลอดกาล บางวันอยู่ที่หนึ่ง บางวันอยู่อีกที่หนึ่ง

ฐาน แห่งจิตที่คำนึงพุทโธปรากฏชัดที่สุดนี้ ย่อมไม่อยู่ภายนอกกายแน่นอน ต้องอยู่ภายในกายแน่ แต่ เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่าฐานนี้จะว่าอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกายก็ไม่ถูก ดังนั้น จะว่าอยู่ภายนอกก็ไม่ใช่ จะว่าอยู่ภายในก็ไม่เชิง เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่าได้กำหนดถูกฐานแห่งจิตแล้ว

เมื่อ กำหนดถูก และพุทโธปรากฏในมโนนึก(ความคิดนึก)ชัดเจนดี ก็ให้กำหนดนึกไปเรื่อย อย่าให้ขาดสายได้

ถ้าขาดสายเมื่อใด จิตก็จะแล่นสู่อารมณ์ทันที

เมื่อเสวยอารมณ์อิ่มแล้ว จึงจะรู้สึกตัวเองก็ค่อยๆ นึกพุทโธต่อไป ด้วยอุบายวิธีในทำนองเดียวกับที่กล่าวไว้เบื้องต้น ในที่สุดก็จะค่อยๆ ควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจได้เอง

ข้อควรจำ ในการกำหนดจิตนั้น ต้องมีเจตจำนงแน่วแน่
ในอันที่จะเจริญจิตให้อยู่ในสภาวะที่ต้องการ เจตจำนงนี้ คือ ตัว "ศีล"

การบริกรรม "พุทโธ" เปล่าๆ โดยไร้เจตจำนงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย กลับเป็นเครื่องบั่นทอนความเพียร ทำลายกำลังใจในการเจริญจิตในคราวต่อๆ ไป

แต่ถ้าเจตจำนงมั่นคง การเจริญจิตจะปรากฏผลทุกครั้งไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน

ดังนั้น ในการนึก พุทโธ การเพ่งเล็งสอดส่อง ถึงความชัดเจน และความไม่ขาดสายของพุทโธ จะต้องเป็นไปด้วยความไม่ลดละ

เจตจำนงที่มีอยู่อย่างไม่ ลดละนี้ หลวงปู่เคย เปรียบไว้ว่า มีลักษณาการประหนึ่งบุรุษหนึ่งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบที่ข้าศึกเงื้อขึ้น สุดแขนพร้อมที่จะฟันลงมา บุรุษผู้นั้นจดจ้องคอยทีอยู่ว่า ถ้าคมดาบนั้นฟาดฟันลงมา ตนจะหลบหนีประการใดจึงจะพ้นอันตราย

เจตจำนงต้องแน่วแน่เห็นปาน นี้ จึงจะยังสมาธิให้บังเกิดได้ ไม่เช่นนั้นอย่าทำให้เสียเวลา และบั่นทอนความศรัทธาตนเองเลย

เมื่อจิตค่อยๆ หยั่งลงสู่ความสงบทีละน้อย ๆ อาการที่จิตแล่นไปสู่อารมณ์ ภายนอก ก็ค่อย ๆ ลดความรุนแรงลง ถึงไป ก็ไปประเดี๋ยวประด๋าว ก็รู้สึกตัวได้เร็ว ถึงตอนนี้คำบริกรรมพุทโธ ก็จะขาดไปเอง เพราะคำบริกรรมนั้นเป็นอารมณ์หยาบ เมื่อจิตล่วงพ้นอารมณ์หยาบ และคำบริกรรมขาดไปแล้ว ไม่ต้องย้อนถอยมาบริกรรมอีก เพียงรักษาจิตไว้ในฐานที่กำหนดเดิมไปเรื่อยๆ และสังเกตดูความรู้สึกและ "พฤติแห่งจิต" ที่ฐานนั้น ๆ

บริกรรมเพื่อรวมจิตให้เป็น หนึ่ง สังเกตดูว่า ใครเป็นผู้บริกรรมพุทโธ

๒. ดูจิตเมื่ออารมณ์สงบแล้ว ให้สติจดจ่ออยู่ที่ฐานเดิมเช่นนั้น เมื่อมีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น ก็ให้ละอารมณ์นั้นทิ้งไป มาดูที่จิตต่อไปอีก ไม่ต้องกังวลใจ พยายามประคับประคองรักษาให้จิตอยู่ในฐานที่ตั้งเสมอๆ สติคอยกำหนดควบคุมอยู่อย่างเงียบๆ (รู้อยู่) ไม่ต้องวิจารณ์กิริยาจิตใดๆ ที่เกิดขึ้น เพียงกำหนดรู้แล้วละไปเท่านั้น เป็นไปเช่นนี้เรื่อยๆ ก็จะ ค่อยๆ เข้าใจกิริยาหรือพฤติแห่งจิตได้เอง (จิตปรุงกิเลส หรือ กิเลสปรุงจิต)

ทำ ความเข้าใจในอารมณ์ความนึกคิด สังเกตอารมณ์ ทั้งสาม คือ ราคะ โทสะ โมหะ

๓. อย่าส่งจิตออกนอก กำหนดรู้อยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น อย่าให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ภายนอก เมื่อจิตเผลอคิดไปก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม รักษาสัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ (รูปนิมิตให้ยกไว้ ส่วนนามนิมิตทั้งหลาย อย่าได้ใส่ใจกับมัน)

ระวัง จิตไม่ให้คิดเรื่องภายนอก สังเกต การหวั่นไหวของจิตตามอารมณ์ที่รับมาทางอายตนะ ๖

๔. จงทำญาณให้เห็นจิต เหมือนดั่งตาเห็นรูป เมื่อ เราสังเกตกิริยาจิตไปเรื่อย ๆ จนเข้าใจถึงเหตุปัจจัยของอารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ได้แล้ว จิตก็จะค่อย ๆ รู้เท่าทันการเกิดของอารมณ์ต่างๆ อารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ก็จะค่อยๆ ดับไปเรื่อยๆ จนจิตว่างจากอารมณ์ แล้วจิตก็จะเป็นอิสระ อยู่ต่างหากจากเวทนาของรูปกาย อยู่ที่ฐานกำหนดเดิมนั่นเอง การ เห็นนี้เป็นการเห็นด้วยปัญญา จักษุ

คิดเท่าไหร่ก็ ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดคิดจึงรู้ แต่ต้องอาศัยการคิด

๕. แยกรูปถอด ด้วยวิชชา มรรคจิต เมื่อสามารถเข้าใจได้ว่า จิต กับ กาย อยู่คนละส่วนได้แล้ว ให้ดูที่จิตต่อไปว่า ยังมีอะไรหลงเหลืออยู่ที่ฐานที่กำหนด (ในจิต) อีกหรือไม่ พยายามให้สติสังเกตดูที่ จิต ทำความสงบอยู่ใน จิต ไปเรื่อยๆ จนสามารถเข้าใจ พฤติ ของจิต ได้อย่างละเอียดลออตามขั้นตอน เข้าใจในความเป็นเหตุเป็นผลกัน ว่า เกิดจากความคิดมันออกไปจากจิตนี่เอง ไปหาปรุงหาแต่ง หาก่อ หาเกิด ไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นมายาหลอกลวงให้คนหลง แล้วจิตก็จะเพิกถอนสิ่งที่มีอยู่ในจิตไปเรื่อยๆ จนหมด หมายถึงเจริญจิตจนสามารถเพิกรูปปรมาณูวิญญาณที่เล็กที่สุดภายในจิตได้

คำว่า แยกรูปถอด นั้น หมายความถึง แยกรูปวิญญาณ นั่นเอง

๖. เหตุต้องละ ผลต้องละ เมื่อเจริญจิตจนปราศจากความคิดปรุงแต่งได้แล้ว (ว่าง) ก็ไม่ต้องอิงอาศัยกับกฎเกณฑ์แห่งความเป็นเหตุเป็นผลใด ๆ ทั้งสิ้น จิตก็อยู่เหนือภาวะแห่งคลองความคิดนึกต่างๆ อยู่เป็นอิสระ ปราศจากสิ่งใดๆ ครอบงำอำพรางทั้งสิ้น

เรียกว่า "สมุจเฉทธรรมทั้งปวง"

๗. ใช้หนี้--ก็หมด พ้นเหตุเกิด เมื่อเพิกรูปปรมาณูที่เล็กที่สุดเสียได้ กรรมชั่วที่ประทับ บรรจุ บันทึก ถ่ายภาพ ติดอยู่กับรูปปรมาณูนั้น ก็หมดโอกาสที่จะให้ผลต่อไปในเบื้องหน้า การเพิ่มหนี้ก็เป็นอันสะดุดหยุดลง เหตุปัจจัยภายนอกภายในที่มากระทบ ก็เป็นสักแต่ว่ามากระทบ ไม่มีผลสืบเนื่องต่อไป หนี้กรรมชั่วที่ได้ทำไว้ตั้งแต่ชาติแรก ก็เป็นอันได้รับการชดใช้หมดสิ้น หมดเรื่องหมดราวหมดพันธะผูกพันที่จะต้องเกิดมาใช้หนี้กรรมกันอีก เพราะ กรรมชั่วอันเป็นเหตุให้ต้องเกิดอีก ไม่อาจให้ผลต่อไปได้ เรียกว่า "พ้นเหตุเกิด"

๘. ผู้ที่ตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดหรอกว่า เขารู้อะไร เมื่อธรรมทั้งหลายได้ถูกถ่ายทอดไปแล้ว สิ่งที่เรียกว่า ธรรม จะเป็นธรรมไปได้อย่างไร สิ่งที่ว่า ไม่มีธรรม นั่นแหละมันเป็นธรรมของมันในตัว (ผู้รู้น่ะจริง แต่สิ่งที่รู้ทั้งหลายนั้นไม่จริง)

เมื่อจิตว่างจาก "พฤติ" ต่างๆ แล้ว จิตก็จะถึง ความว่าง ที่แท้จริง ไม่มีอะไรให้สังเกตได้อีกต่อไป จึงทราบได้ว่าแท้ที่จริงแล้ว จิตนั้นไม่มีรูปร่าง มันรวมอยู่กับความว่าง ในความว่างนั้น ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ ซาบซึมอยู่ในสิ่งทุกๆ สิ่ง และจิตกับผู้รู้เป็นสิ่งเดียวกัน

เมื่อ จิตกับผู้รู้เป็นสิ่งเดียวกัน และเป็นความว่าง ก็ย่อมไม่มีอะไรที่จะให้อะไรหรือให้ใครรู้ถึง ไม่มีความเป็นอะไรจะไปรู้สภาวะของอะไร ไม่มีสภาวะของใครจะไปรู้ความมีความเป็นของอะไร

เมื่อเจริญจิตจนเข้าถึง สภาวะเดิมแท้ของมันได้ดังนี้แล้ว "จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง" จิตก็จะอยู่เหนือสภาวะสมมุติบัญญัติทั้งปวง เหนือความมีความเป็นทั้งปวง มันอยู่เหนือคำพูด และพ้นไปจากการกล่าวอ้างใดๆ ทั้งสิ้น เป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์และสว่าง รวมกันเข้ากับความว่างอันบริสุทธิ์และสว่างของ จักรวาลเดิม เข้าเป็นหนึ่งเรียกว่า "นิพพาน"

โดยปกติ คำสอนธรรมะของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล นั้น เป็นแบบ "ปริศนาธรรม" มิใช่เป็นการบรรยายธรรม ฉะนั้น คำสอนของท่านจึงสั้น จำกัดในความหมายของธรรม เพื่อไม่ให้เฝือหรือฟุ่มเฟือยมากนัก เพราะจะทำให้สับสน เมื่อผู้ใดเป็นผู้ปฏิบัติธรรม เขาย่อมเข้าใจได้เองว่า กิริยาอาการของจิตที่เกิดขึ้นนั้นมีมากมายหลายอย่าง ยากที่จะอธิบายให้ได้หมด ด้วยเหตุนั้น หลวงปู่ท่านจึงใช้คำว่า "พฤติของ จิต" แทนกิริยา ทั้งหลายเหล่านั้น

คำว่า "ดูจิต อย่าส่งจิตออกนอก ทำญาณให้เห็นจิต" เหล่านี้ ย่อมมีความหมายครอบคลุมไปทั้งหมดตลอดองค์ภาวนา แต่เพื่ออธิบายให้เป็นขั้นตอน จึงจัดเรียงให้ดูง่ายเท่านั้น หาได้จัดเรียงไปตามลำดับกระแสการเจริญจิตแต่ อย่างใดไม่

ท่านผู้มีจิตศรัทธาในทาง ปฏิบัติ เมื่อเจริญจิตภาวนาตามคำสอนแล้ว ตามธรรมดาการปฏิบัติในแนวนี้ ผู้ปฏิบัติจะค่อยๆ มีความรู้ความเข้าใจได้ด้วยตนเองเป็นลำดับๆ ไป เพราะมีการใส่ใจสังเกตและกำหนดรู้ "พฤติแห่งจิต" อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าหากเกิดปัญหาในระหว่างการปฏิบัติ ควรรีบเข้าหาครูบาอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระโดยเร็ว หากประมาทแล้วอาจผิดพลาดเป็นปัญหาตามมาภายหลัง เพราะคำว่า "มรรคปฏิปทา" นั้น จะต้องอยู่ใน "มรรคจิต" เท่านั้น มิใช่มรรคภายนอกต่างๆ นานาเลย

การเจริญจิตเข้าสู่ที่สุดแห่งทุกข์นั้น
จะต้องถึงพร้อมด้วย วิสุทธิศีล วิสุทธิธรรม พร้อมทั้ง ๓ ทวาร คือ กาย วาจา ใจ จึงจะยังกิจให้ลุล่วงถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้

พิจารณาดู "จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง"
หัวใจเดียวดาย ว้าเหว่ สิ้นหวัง
หมดพลัง สิ้นแรง จะสานฝัน
ความตาย มาพราก เราจากกัน
ใจผูกพัน สัญญา ไม่ลืมเลือน

หัวใจสีเทา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 267
  • ได้รับการอนุโมทนา 4
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2011, 12:16:05 pm »
เข้าไปเที่ยวชมป่าเขา เข้าไปพักได้ครับ รายละเอียดลองติดต่อทางวัดครับพี่เกิดฯ
ภาพต่างๆ ลองดูจากนี่ละกันครับ http://www.youtube.com/results?search_query=%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2+&aq=f

เกิดเป็นคนช่างยากแท้

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1636
  • ได้รับการอนุโมทนา 14
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2011, 01:13:15 pm »
  บึงใหญ่หรือแม่น้ำครับนี่..ท่านหัวใจสีเทาครับ.. เต้นท์ เต้นท์ เต้นท์ผมอยู่ไหน...กางริมบึง ดางดาวและพระจันทร์ เป็นของผม อ้อเกือบลืม จระเข้ คาบดอกบัวนำหน้าเรือ ..เจ้าตัวที่มาทอดกระฐินทุกปีนั่น กลับรังหมดแล้วรึยังครับ..ช่วยผมดูช้างด้วยนะครับ  มันจะมารื้อเต้นท์ผมรึไม่..!
   รอเวลาจะ....ปายยยยยยวัด...ปายยยยยยยยวัดดดดดดดด. music..พี่เอกวีร์ นิวรณ์ ..หายไปหนายยย

สูสุดทอ

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 42
  • ได้รับการอนุโมทนา 1
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #30 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2011, 01:48:50 pm »
จาก link youtube ของคุณhangman  กับ โพสของคุณเกิดฯ อาจารย์ซาโต และท่านอื่น พอรู้อะไรบ้างพอสมควร  ขอบคุณครับ

 ผมเป็นพวกศรัทธาจริต  แม้วันนี้จะมีวัดให้ไปน้อยแค่สองที่ คือวัดถ้ำสหายกับวัดเขาแดงใหญ่ ก็คิดว่าบุญคงคุ้มกะลาหัวผมได้แล้ว

ถ้าได้จังหวะกับโอกาสจะถามเรื่องนี้กับหลวงพ่อสงบและหลวงปู่จันเรียนให้ได้คำตอบชัดเจนไปเลย งานนี้คงต้องหาซื้อหมวกกันน็อคดีดีไว้ก่อนครับ :D





หัวใจสีเทา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 267
  • ได้รับการอนุโมทนา 4
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #31 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2011, 02:57:50 pm »
คืออะไรอะพี่เกิดฯ ผมไม่เข้าใจ งง :'(

เกิดเป็นคนช่างยากแท้

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1636
  • ได้รับการอนุโมทนา 14
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #32 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2011, 03:21:24 pm »
คืออะไรอะพี่เกิดฯ ผมไม่เข้าใจ งง :'(
  ผมแหย่เล่นสนุกๆครับ ธงจระเข้คาบดอกบัว..เป็นสัญญลักษณ์ของการทอดกระฐินทางน้ำครับเขาจะปักไว้หัวเรือ จระเข้เขาศรัทธา จะว่ายน้ำนำทางให้เรือเวลาทอดกฐิน มีดอกบัวคาบไว้ที่ปากอะไรทำนองนี้ละครับ ผมจำได้คร่าวๆครับ
 ส่วนช้างสุรินทร์ มีเยอะไม่ใช่รึครับ.. ที่วัดมีไหมครับคงไม่มารื้อเต้นท์..หากผมไปกางเต้นท์นอนที่วัด ริมแม่น้ำในวัดตามรูปนั่น นะครับ แก้งงผมไปเมื่อไหร่ ก็เป็นไกด์นำทางด้วยละกันครับ ไปกินข้าวลิงกันอย่าลืมนะครับ ท่านหัวใจสีเทา..!

เกิดเป็นคนช่างยากแท้

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1636
  • ได้รับการอนุโมทนา 14
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #33 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2011, 03:27:22 pm »
หลวงพ่อเยื้อน ท่านเป็นอาจารย์ ของ The ACT จอมกะล่อน  :o
  เจ้า act..มันขี้คุยครับ ขี้โม้ ผมเพิ่งรู้ว่า ท่านอาจารย์เยื้อนท่าน เปิดเบอร์ โทรให้ทุกคนติดต่อได้นี่เองครับ..เจ้าact..มันเอามาคุยซะใหญ่โตเหม็นขี้ฟันครับ

หัวใจสีเทา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 267
  • ได้รับการอนุโมทนา 4
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #34 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2011, 03:33:31 pm »
ผมยังไม่เคยไปเลยพี่ พอดีได้คุยรู้จักกับคนในพื้นที่บ้าง ยังไม่มีโอกาสได้ไปจริงซะที  เห็นเขาว่าช่วงนี้เขมรบุก ถ้าไปอย่าไปกลัวช้างกลัวเขมรก่อนละกันขอรับ ;D

เกิดเป็นคนช่างยากแท้

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1636
  • ได้รับการอนุโมทนา 14
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #35 เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2011, 12:07:42 pm »
ผมยังไม่เคยไปเลยพี่ พอดีได้คุยรู้จักกับคนในพื้นที่บ้าง ยังไม่มีโอกาสได้ไปจริงซะที  เห็นเขาว่าช่วงนี้เขมรบุก ถ้าไปอย่าไปกลัวช้างกลัวเขมรก่อนละกันขอรับ ;D
      เขมรกับผมผิวสีเดียวกัน..ญาติกัน.. ผมขโมด..!
   ..ผมให้สูตรทำใบหน้าขาวไม่ต้องพึ่งม้อยเจอร์ไรท์เจอร์เลยครับ.. สาวๆชอบแน่..แค่นอนกลางคืน อมเหรียญบาทไว้ในปาก อ้าปากนอนทุกคืน ..ตื่นเช้าใช้น้ำมะพร้าวล้างหน้าทุกวัน..ทำสัก 1 เดือน หน้าจะซีดขาวเองครับ ลองเอาไปใช้นะครับ ท่านหัวใจสีเทา ได้ผล.

satoranai

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2112
  • ได้รับการอนุโมทนา 45
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #36 เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2011, 05:18:00 pm »
อ้างถึง
วิธีเจริญ จิตภาวนา ตามแนวการสอนของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

๑. เริ่มต้นอิริยาบถที่สบาย ยืน เดิน นั่ง นอน ได้ตามสะดวก

ทำความรู้ตัวเต็มที่ และ รู้อยู่กับที่ โดยไม่ต้องรู้อะไร คือ รู้ตัว อย่างเดียว

รักษาจิตเช่นนี้ไว้เรื่อยๆ ให้ "รู้อยู่เฉยๆ" ไม่ต้องไปจำแนกแยกแยะ อย่าบังคับ อย่าพยายาม อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม

เมื่อรักษาได้สักครู่ จิตจะคิดแส่ไปในอารมณ์ต่างๆ โดยไม่มีทางรู้ทันก่อนเป็น ธรรมดา สำหรับผู้ฝึกใหม่ ต่อเมื่อจิตแล่นไป คิดไปในอารมณ์ นั้นๆ จนอิ่มแล้ว ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาเอง เมื่อรู้สึกตัวแล้วให้พิจารณาเปรียบเทียบภาวะของตนเอง ระหว่างที่มีความรู้อยู่กับ ที่ และระหว่าง ที่จิตคิดไปในอารมณ์ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นอุบายสอนจิตให้จดจำ

จากนั้น ค่อยๆ รักษาจิตให้อยู่ในสภาวะรู้อยู่กับที่ ต่อไป ครั้นพลั้งเผลอรักษาไม่ดีพอ จิตก็จะแล่นไปเสวยอารมณ์ข้างนอกอีก จนอิ่มแล้ว ก็จะกลับรู้ตัว รู้ตัวแล้วก็พิจารณา และรักษาจิตต่อไป

ด้วยอุบายอย่างนี้ ไม่นานนัก ก็จะสามารถควบคุมจิตได้ และบรรลุสมาธิ ในที่สุด และจะเป็นผู้ฉลาดใน "พฤติแห่งจิต" โดยไม่ต้องไป ปรึกษาหารือใคร

ข้อห้าม ในเวลาจิตฟุ้งเต็มที่ อย่าทำ เพราะไม่มีประโยชน์ และยังทำให้บั่นทอนพลังความเพียร ไม่มีกำลังใจในการเจริญจิตครั้งต่อๆ ไป

ในกรณีที่ไม่สามารถทำเช่นนี้ ให้ลองนึกคำว่า "พุทโธ" หรือคำอะไร ก็ได้ที่ไม่เป็นเหตุเย้ายวน หรือเป็นเหตุขัดเคืองใจ นึกไปเรื่อยๆ แล้วสังเกตดูว่า คำที่นึกนั้น ชัดที่สุดที่ตรงไหน ที่ตรงนั้นแหละคือฐานแห่งจิต

พึงสังเกตว่า ฐานนี้ไม่อยู่คงที่ตลอดกาล บางวันอยู่ที่หนึ่ง บางวันอยู่อีกที่หนึ่ง

ฐาน แห่งจิตที่คำนึงพุทโธปรากฏชัดที่สุดนี้ ย่อมไม่อยู่ภายนอกกายแน่นอน ต้องอยู่ภายในกายแน่ แต่ เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่าฐานนี้จะว่าอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกายก็ไม่ถูก ดังนั้น จะว่าอยู่ภายนอกก็ไม่ใช่ จะว่าอยู่ภายในก็ไม่เชิง เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่าได้กำหนดถูกฐานแห่งจิตแล้ว

เมื่อ กำหนดถูก และพุทโธปรากฏในมโนนึก(ความคิดนึก)ชัดเจนดี ก็ให้กำหนดนึกไปเรื่อย อย่าให้ขาดสายได้

ถ้าขาดสายเมื่อใด จิตก็จะแล่นสู่อารมณ์ทันที

เมื่อเสวยอารมณ์อิ่มแล้ว จึงจะรู้สึกตัวเองก็ค่อยๆ นึกพุทโธต่อไป ด้วยอุบายวิธีในทำนองเดียวกับที่กล่าวไว้เบื้องต้น ในที่สุดก็จะค่อยๆ ควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจได้เอง

ข้อควรจำ ในการกำหนดจิตนั้น ต้องมีเจตจำนงแน่วแน่
ในอันที่จะเจริญจิตให้อยู่ในสภาวะที่ต้องการ เจตจำนงนี้ คือ ตัว "ศีล"

การบริกรรม "พุทโธ" เปล่าๆ โดยไร้เจตจำนงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย กลับเป็นเครื่องบั่นทอนความเพียร ทำลายกำลังใจในการเจริญจิตในคราวต่อๆ ไป

แต่ถ้าเจตจำนงมั่นคง การเจริญจิตจะปรากฏผลทุกครั้งไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน

ดังนั้น ในการนึก พุทโธ การเพ่งเล็งสอดส่อง ถึงความชัดเจน และความไม่ขาดสายของพุทโธ จะต้องเป็นไปด้วยความไม่ลดละ

เจตจำนงที่มีอยู่อย่างไม่ ลดละนี้ หลวงปู่เคย เปรียบไว้ว่า มีลักษณาการประหนึ่งบุรุษหนึ่งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบที่ข้าศึกเงื้อขึ้น สุดแขนพร้อมที่จะฟันลงมา บุรุษผู้นั้นจดจ้องคอยทีอยู่ว่า ถ้าคมดาบนั้นฟาดฟันลงมา ตนจะหลบหนีประการใดจึงจะพ้นอันตราย

เจตจำนงต้องแน่วแน่เห็นปาน นี้ จึงจะยังสมาธิให้บังเกิดได้ ไม่เช่นนั้นอย่าทำให้เสียเวลา และบั่นทอนความศรัทธาตนเองเลย

เมื่อจิตค่อยๆ หยั่งลงสู่ความสงบทีละน้อย ๆ อาการที่จิตแล่นไปสู่อารมณ์ ภายนอก ก็ค่อย ๆ ลดความรุนแรงลง ถึงไป ก็ไปประเดี๋ยวประด๋าว ก็รู้สึกตัวได้เร็ว ถึงตอนนี้คำบริกรรมพุทโธ ก็จะขาดไปเอง เพราะคำบริกรรมนั้นเป็นอารมณ์หยาบ เมื่อจิตล่วงพ้นอารมณ์หยาบ และคำบริกรรมขาดไปแล้ว ไม่ต้องย้อนถอยมาบริกรรมอีก เพียงรักษาจิตไว้ในฐานที่กำหนดเดิมไปเรื่อยๆ และสังเกตดูความรู้สึกและ "พฤติแห่งจิต" ที่ฐานนั้น ๆ

บริกรรมเพื่อรวมจิตให้เป็น หนึ่ง สังเกตดูว่า ใครเป็นผู้บริกรรมพุทโธ

๒. ดูจิตเมื่ออารมณ์สงบแล้ว ให้สติจดจ่ออยู่ที่ฐานเดิมเช่นนั้น เมื่อมีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น ก็ให้ละอารมณ์นั้นทิ้งไป มาดูที่จิตต่อไปอีก ไม่ต้องกังวลใจ พยายามประคับประคองรักษาให้จิตอยู่ในฐานที่ตั้งเสมอๆ สติคอยกำหนดควบคุมอยู่อย่างเงียบๆ (รู้อยู่) ไม่ต้องวิจารณ์กิริยาจิตใดๆ ที่เกิดขึ้น เพียงกำหนดรู้แล้วละไปเท่านั้น เป็นไปเช่นนี้เรื่อยๆ ก็จะ ค่อยๆ เข้าใจกิริยาหรือพฤติแห่งจิตได้เอง (จิตปรุงกิเลส หรือ กิเลสปรุงจิต)

ทำ ความเข้าใจในอารมณ์ความนึกคิด สังเกตอารมณ์ ทั้งสาม คือ ราคะ โทสะ โมหะ

๓. อย่าส่งจิตออกนอก กำหนดรู้อยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น อย่าให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ภายนอก เมื่อจิตเผลอคิดไปก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม รักษาสัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ (รูปนิมิตให้ยกไว้ ส่วนนามนิมิตทั้งหลาย อย่าได้ใส่ใจกับมัน)

ระวัง จิตไม่ให้คิดเรื่องภายนอก สังเกต การหวั่นไหวของจิตตามอารมณ์ที่รับมาทางอายตนะ ๖

๔. จงทำญาณให้เห็นจิต เหมือนดั่งตาเห็นรูป เมื่อ เราสังเกตกิริยาจิตไปเรื่อย ๆ จนเข้าใจถึงเหตุปัจจัยของอารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ได้แล้ว จิตก็จะค่อย ๆ รู้เท่าทันการเกิดของอารมณ์ต่างๆ อารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ก็จะค่อยๆ ดับไปเรื่อยๆ จนจิตว่างจากอารมณ์ แล้วจิตก็จะเป็นอิสระ อยู่ต่างหากจากเวทนาของรูปกาย อยู่ที่ฐานกำหนดเดิมนั่นเอง การ เห็นนี้เป็นการเห็นด้วยปัญญา จักษุ

คิดเท่าไหร่ก็ ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดคิดจึงรู้ แต่ต้องอาศัยการคิด

๕. แยกรูปถอด ด้วยวิชชา มรรคจิต เมื่อสามารถเข้าใจได้ว่า จิต กับ กาย อยู่คนละส่วนได้แล้ว ให้ดูที่จิตต่อไปว่า ยังมีอะไรหลงเหลืออยู่ที่ฐานที่กำหนด (ในจิต) อีกหรือไม่ พยายามให้สติสังเกตดูที่ จิต ทำความสงบอยู่ใน จิต ไปเรื่อยๆ จนสามารถเข้าใจ พฤติ ของจิต ได้อย่างละเอียดลออตามขั้นตอน เข้าใจในความเป็นเหตุเป็นผลกัน ว่า เกิดจากความคิดมันออกไปจากจิตนี่เอง ไปหาปรุงหาแต่ง หาก่อ หาเกิด ไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นมายาหลอกลวงให้คนหลง แล้วจิตก็จะเพิกถอนสิ่งที่มีอยู่ในจิตไปเรื่อยๆ จนหมด หมายถึงเจริญจิตจนสามารถเพิกรูปปรมาณูวิญญาณที่เล็กที่สุดภายในจิตได้

คำว่า แยกรูปถอด นั้น หมายความถึง แยกรูปวิญญาณ นั่นเอง

๖. เหตุต้องละ ผลต้องละ เมื่อเจริญจิตจนปราศจากความคิดปรุงแต่งได้แล้ว (ว่าง) ก็ไม่ต้องอิงอาศัยกับกฎเกณฑ์แห่งความเป็นเหตุเป็นผลใด ๆ ทั้งสิ้น จิตก็อยู่เหนือภาวะแห่งคลองความคิดนึกต่างๆ อยู่เป็นอิสระ ปราศจากสิ่งใดๆ ครอบงำอำพรางทั้งสิ้น

เรียกว่า "สมุจเฉทธรรมทั้งปวง"

๗. ใช้หนี้--ก็หมด พ้นเหตุเกิด เมื่อเพิกรูปปรมาณูที่เล็กที่สุดเสียได้ กรรมชั่วที่ประทับ บรรจุ บันทึก ถ่ายภาพ ติดอยู่กับรูปปรมาณูนั้น ก็หมดโอกาสที่จะให้ผลต่อไปในเบื้องหน้า การเพิ่มหนี้ก็เป็นอันสะดุดหยุดลง เหตุปัจจัยภายนอกภายในที่มากระทบ ก็เป็นสักแต่ว่ามากระทบ ไม่มีผลสืบเนื่องต่อไป หนี้กรรมชั่วที่ได้ทำไว้ตั้งแต่ชาติแรก ก็เป็นอันได้รับการชดใช้หมดสิ้น หมดเรื่องหมดราวหมดพันธะผูกพันที่จะต้องเกิดมาใช้หนี้กรรมกันอีก เพราะ กรรมชั่วอันเป็นเหตุให้ต้องเกิดอีก ไม่อาจให้ผลต่อไปได้ เรียกว่า "พ้นเหตุเกิด"

๘. ผู้ที่ตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดหรอกว่า เขารู้อะไร เมื่อธรรมทั้งหลายได้ถูกถ่ายทอดไปแล้ว สิ่งที่เรียกว่า ธรรม จะเป็นธรรมไปได้อย่างไร สิ่งที่ว่า ไม่มีธรรม นั่นแหละมันเป็นธรรมของมันในตัว (ผู้รู้น่ะจริง แต่สิ่งที่รู้ทั้งหลายนั้นไม่จริง)

เมื่อจิตว่างจาก "พฤติ" ต่างๆ แล้ว จิตก็จะถึง ความว่าง ที่แท้จริง ไม่มีอะไรให้สังเกตได้อีกต่อไป จึงทราบได้ว่าแท้ที่จริงแล้ว จิตนั้นไม่มีรูปร่าง มันรวมอยู่กับความว่าง ในความว่างนั้น ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ ซาบซึมอยู่ในสิ่งทุกๆ สิ่ง และจิตกับผู้รู้เป็นสิ่งเดียวกัน

เมื่อ จิตกับผู้รู้เป็นสิ่งเดียวกัน และเป็นความว่าง ก็ย่อมไม่มีอะไรที่จะให้อะไรหรือให้ใครรู้ถึง ไม่มีความเป็นอะไรจะไปรู้สภาวะของอะไร ไม่มีสภาวะของใครจะไปรู้ความมีความเป็นของอะไร

เมื่อเจริญจิตจนเข้าถึง สภาวะเดิมแท้ของมันได้ดังนี้แล้ว "จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง" จิตก็จะอยู่เหนือสภาวะสมมุติบัญญัติทั้งปวง เหนือความมีความเป็นทั้งปวง มันอยู่เหนือคำพูด และพ้นไปจากการกล่าวอ้างใดๆ ทั้งสิ้น เป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์และสว่าง รวมกันเข้ากับความว่างอันบริสุทธิ์และสว่างของ จักรวาลเดิม เข้าเป็นหนึ่งเรียกว่า "นิพพาน"

โดยปกติ คำสอนธรรมะของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล นั้น เป็นแบบ "ปริศนาธรรม" มิใช่เป็นการบรรยายธรรม ฉะนั้น คำสอนของท่านจึงสั้น จำกัดในความหมายของธรรม เพื่อไม่ให้เฝือหรือฟุ่มเฟือยมากนัก เพราะจะทำให้สับสน เมื่อผู้ใดเป็นผู้ปฏิบัติธรรม เขาย่อมเข้าใจได้เองว่า กิริยาอาการของจิตที่เกิดขึ้นนั้นมีมากมายหลายอย่าง ยากที่จะอธิบายให้ได้หมด ด้วยเหตุนั้น หลวงปู่ท่านจึงใช้คำว่า "พฤติของ จิต" แทนกิริยา ทั้งหลายเหล่านั้น

คำว่า "ดูจิต อย่าส่งจิตออกนอก ทำญาณให้เห็นจิต" เหล่านี้ ย่อมมีความหมายครอบคลุมไปทั้งหมดตลอดองค์ภาวนา แต่เพื่ออธิบายให้เป็นขั้นตอน จึงจัดเรียงให้ดูง่ายเท่านั้น หาได้จัดเรียงไปตามลำดับกระแสการเจริญจิตแต่ อย่างใดไม่

ท่านผู้มีจิตศรัทธาในทาง ปฏิบัติ เมื่อเจริญจิตภาวนาตามคำสอนแล้ว ตามธรรมดาการปฏิบัติในแนวนี้ ผู้ปฏิบัติจะค่อยๆ มีความรู้ความเข้าใจได้ด้วยตนเองเป็นลำดับๆ ไป เพราะมีการใส่ใจสังเกตและกำหนดรู้ "พฤติแห่งจิต" อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าหากเกิดปัญหาในระหว่างการปฏิบัติ ควรรีบเข้าหาครูบาอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระโดยเร็ว หากประมาทแล้วอาจผิดพลาดเป็นปัญหาตามมาภายหลัง เพราะคำว่า "มรรคปฏิปทา" นั้น จะต้องอยู่ใน "มรรคจิต" เท่านั้น มิใช่มรรคภายนอกต่างๆ นานาเลย

การเจริญจิตเข้าสู่ที่สุดแห่งทุกข์นั้น
จะต้องถึงพร้อมด้วย วิสุทธิศีล วิสุทธิธรรม พร้อมทั้ง ๓ ทวาร คือ กาย วาจา ใจ จึงจะยังกิจให้ลุล่วงถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้

พิจารณาดู "จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง"

นี้ก็ยังเป็นการตีความสโลกธรรมของหลวงปู่ดูลย์โดยพระลูกศิษย์ใช่มั้ยครับ

ผมมีข้อสงสัยตรงนี้ครับ

อ้างถึง
เมื่อเจริญจิตจนเข้าถึง สภาวะเดิมแท้ของมันได้ดังนี้แล้ว "จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง" จิตก็จะอยู่เหนือสภาวะสมมุติบัญญัติทั้งปวง เหนือความมีความเป็นทั้งปวง มันอยู่เหนือคำพูด และพ้นไปจากการกล่าวอ้างใดๆ ทั้งสิ้น เป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์และสว่าง รวมกันเข้ากับความว่างอันบริสุทธิ์และสว่างของ จักรวาลเดิม เข้าเป็นหนึ่งเรียกว่า "นิพพาน"

เข้าใจว่าเป็นการตีความ โดยไม่ใช่คำกล่าวของหลวงปู่ดูลย์
อนึ่ง เมื่อเจริญจิตจนเข้าถึง สภาวะเดิมแท้ของมัน นั้น อย่างถึงที่สุดก็ยังเป็นถึงจิตประภัสสรอยู่ไม่ใช่หรืิอ??

ธรรมภูต

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 762
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #37 เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2011, 08:02:05 pm »
อ้างถึง
อนึ่ง เมื่อเจริญจิตจนเข้าถึง สภาวะเดิมแท้ของมัน นั้น อย่างถึงที่สุดก็ยังเป็นถึงจิตประภัสสรอยู่ไม่ใช่หรืิอ??

เป็นเจโตวิมุตติหรือตทังควิมุตติ(เป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์ และสว่างในขณะนั้น)

:D
Bloggang ธรรมภูต : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=nujoy

Exteen Blog ธรรมภูต : http://bhattara.exteen.com/

สมาชิก

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 336
  • ได้รับการอนุโมทนา 14
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #38 เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2011, 09:52:33 pm »
อ้างถึง
เข้าใจว่าเป็นการตีความ โดยไม่ใช่คำกล่าวของหลวงปู่ดูลย์
อนึ่ง เมื่อเจริญจิตจนเข้าถึง สภาวะเดิมแท้ของมัน นั้น อย่างถึงที่สุดก็ยังเป็นถึงจิตประภัสสรอยู่ไม่ใช่หรืิอ??


สภาวะจิตเดิมแท้ เป็นจิตประภัสสร ที่หลวงปู่มั่น เรียกว่า ฐีติภูตัง
จิตอยู่เหนือสภาวะสมมุติบัญญัติทั้งปวง เป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์สว่างไม่มีประมาณ
สติกับผู้รู้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เรียกว่า "จิตหนึ่ง" เกิดในขณะอัปณาสมาธิ
เป็นสภาวะความว่าง บริสุทธิ์ผ่องใส แต่จิตยังมีเชื้ออวิชชา
จิตขั้นนี้ ยังไม่เกิดปัญญา เป็นสมถะเต็มภูมิ เจริญในขั้นมรรควิถี

ที่เรียกว่า "จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง"
ผู้ภาวนาจะเกิดปัจจัตตัง เห็นจิตกับผู้รู้ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
เพราะสภาวะจิตขั้นนี้ จะเห็น ความไม่มีตัวตน ไม่มีรูปร่าง ของจิต
จะเกิดมรรคญาณเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง

แท้จริงแล้ว จิต คือ ผู้รู้ ที่มีแต่ความว่าง ความสงบเย็น สว่างผ่องใส ของจิต
สภาวะจิตในขณะนั้น มีแต่ผู้รู้กับสติ เท่านั้น ไม่มีอุปทานแห่งความยึดถือใดๆ

จนเมื่อจิตอิ่มกับอารมณ์แห่งสมาธิในขั้นนั้น
จิตจะถอนคลายจากความสงบละเอียด

สำหรับผู้ที่มีวาสนาบารมี ในด้านเจโตวิมุตติ
จิตจะปฏิวัติเข้าสู่การพิจารณากายโดยอัตโนมัติ
จะเกิดนิมิตภาวนาเป็นอสุภกรรมฐาน หรือมรณสัญญา ขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีที่สั่งสมมา
จิตจะพิจารณาความจริงของกาย น้อมลงพระไตรลักษณ์ จนจิตเกิดธรรมสังเวช
พิจารณาเห็นความจริง ขันธ์ ๕ เป็นเครื่องมือของกิเลส
เมื่อจิตไม่มีอุปทานในขันธ์ ๕ จิตจะแยกออกจากกาย  จิตเป็นอิสระ ไม่หลงกาย
จิตจะเห็น กาย เวทนา จิต ธรรม  กระเพื่อมถึงกัน
เกิดธรรมปิติ ลงสู่ใจดวงนี้




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 05, 2011, 10:14:12 pm โดย สมาชิก »
หัวใจเดียวดาย ว้าเหว่ สิ้นหวัง
หมดพลัง สิ้นแรง จะสานฝัน
ความตาย มาพราก เราจากกัน
ใจผูกพัน สัญญา ไม่ลืมเลือน

เกิดเป็นคนช่างยากแท้

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1636
  • ได้รับการอนุโมทนา 14
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #39 เมื่อ: กรกฎาคม 06, 2011, 07:18:51 am »
  เข้ามาสาธุ กับความรู้ที่ได้อ่านครับ

ธรรมภูต

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 762
  • ได้รับการอนุโมทนา 32
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #40 เมื่อ: กรกฎาคม 06, 2011, 07:23:31 am »
อ้างถึง
ข้อความโดย: Armeros
« เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2011, 08:58:45 pm »

แต่หลังจากยังทู่ซี้เชิญลุงปราโมทย์ไปเทศน์ต่อได้เรื่อยๆ ทีนี้ ผมชักไม่แน่ใจแล้วครับ

แน่ใจได้ร้อยเปอร์เซนต์ว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อน จึงได้ดันอย่างไม่ยอมเลิกลา

 :D
Bloggang ธรรมภูต : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=nujoy

Exteen Blog ธรรมภูต : http://bhattara.exteen.com/

hangman

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2372
  • ได้รับการอนุโมทนา 23
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #41 เมื่อ: กรกฎาคม 06, 2011, 08:57:01 am »
อ้างถึง
สำหรับผู้ที่มีวาสนาบารมี ในด้านเจโตวิมุตติ
จิตจะปฏิวัติเข้าสู่การพิจารณากายโดยอัตโนมัติ
จะเกิดนิมิตภาวนาเป็นอสุภกรรมฐาน หรือมรณสัญญา ขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีที่สั่งสมมา
จิตจะพิจารณาความจริงของกาย น้อมลงพระไตรลักษณ์ จนจิตเกิดธรรมสังเวช
พิจารณาเห็นความจริง ขันธ์ ๕ เป็นเครื่องมือของกิเลส
เมื่อจิตไม่มีอุปทานในขันธ์ ๕ จิตจะแยกออกจากกาย  จิตเป็นอิสระ ไม่หลงกาย
จิตจะเห็น กาย เวทนา จิต ธรรม  กระเพื่อมถึงกัน
เกิดธรรมปิติ ลงสู่ใจดวงนี้

ผมชอบใจอันนี้มากๆ และผมเชื่อว่า มันไม่ได้หยุดลงอยู่แค่นี้ สาธุ คุณสมาชิกด้วยครับ


หัวใจสีเทา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 267
  • ได้รับการอนุโมทนา 4
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #42 เมื่อ: กรกฎาคม 06, 2011, 10:41:12 am »
หรือไม่ก็ สภาวะเดิมแท้ของมัน  คือ ภูตตถตา
จึงอยู่เหนือสมมุติเหนือบัญญัติ เหนือ อนิจจัง ทุกขังอนัตตา เหนือเหตุเหนือผล ที่จะอิงอาศัยอยู่ในนี้ กระมั้งครับ

satoranai

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2112
  • ได้รับการอนุโมทนา 45
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #43 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2011, 05:06:02 pm »
คำถามถึงมือหลวงพ่อสงบแล้ว
เดี๋ยวท่านคงเมตตาตอบเรื่อง "จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งคือมรรค" ภายในเร็ววันนี้
..
..
ส่วนหลวงพ่อเยื้อน อยู่ทันกันกับช่วงที่หลวงพ่อสงบอยู่บ้านตาด
สังคมพระไม่กว้างเลย มีข่าวหรืออะไรยังไงก็คงรู้กันหมด

หัวใจสีเทา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 267
  • ได้รับการอนุโมทนา 4
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #44 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2011, 09:54:40 am »
สาธุกับคำถามครับ
ว่าแต่หลวงพ่อสงบทันยุคหลวงพ่อเยื้อนด้วยหรอครับ แต่ข่าวคราวน่าจะถึงกันน่าจะรูจักกัน ;D

เสขะ

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 478
  • ได้รับการอนุโมทนา 7
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #45 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2011, 07:42:35 pm »
http://www.sa-ngob.com/content_show.php?content=2952

ดูจิตเป็นสมถะ.....หุหุ

สงบสุขลัลล้า

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 829
  • ได้รับการอนุโมทนา 5
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #46 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2011, 08:30:36 pm »
เป็นได้ทั้ง สมถะ และวิปัสสนา
เมื่อไหร่ที่ดูจนจิตสงบ นั่นแหละเรียกว่า สมถะ
แต่ถ้าจะเจริญปัญญา ก้แค่รู้ แค่ดู

เสขะ

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 478
  • ได้รับการอนุโมทนา 7
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #47 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2011, 08:40:12 pm »
เออ....คือผมหมายถึง หลวงพ่อสงบท่านเทศน์ไว้ในลิงค์ข้างบนหน่ะครับ

ที่จริงท่านเทศน์ไว้หลายประเด็นที่น่าสนใจ

ยังไงก็คลิกเข้าไปฟังซักหน่อยนะครับ :)

satoranai

  • media
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2112
  • ได้รับการอนุโมทนา 45
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #48 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2011, 09:58:14 pm »
แหม กำลังจะเอามาลง โดนพี่เสขะแซงหน้าเสียก่อน
... เช่นเคยครับ หลวงพ่อสงบเทศน์ยืนยันเหมือนเดิม
จะผ่านมากี่สิบปีก็ตาม ... ไม่บิดเบือนตามกาลเวลาเหมือนใครบางคน

หัวใจสีเทา

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 267
  • ได้รับการอนุโมทนา 4
Re: หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล พระนักอนุรักษ์ป่า
« ตอบกลับ #49 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2011, 11:07:00 pm »
ได้ฟังแล้วครับ ขอบคุณครับ คำตอบน่าจะถูกใจหลายท่านทีเดียวเชียว ;D