สนทนาทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ และ สวนสันติธรรม > ห้องธรรมะ

มหาปรินิพพานสูตร สำหรับไอ้ถ่อยฯ ยืมคำกล่าวท่านพระอาจารย์ปิลินทวัจฉะมาใช้

<< < (3/4) > >>

ธรรมภูต:
7.  ถ้าพระอภิธรรมปิฎกพึงเป็นพุทธพจน์แล้ว ก็เหตุไรนิกายในศาสนาอื่นๆจึงมีอภิธรรมปิฎกไม่

เหมือนกัน

แม้แต่ชื่อคัมภีร์ก็เรียกไม่ตรงกัน นิกายในพระพุทธศาสนาในที่นี้ข้าพเจ้าขอยกเว้นไม่กล่าวถึง

อภิธรรมฝ่ายนิกายมหายาน   เอาเพียงนิกายในเครือสาวกก็พอ คือ

ในพุทธศตวรรษที่ 1 ถึง 3 สังฆมณฑลในอินเดียเกิดแตกแยก

นิกายออกถึง 18 นิกาย  (และแต่ละนิกายยังมีกิ่งย่อยอีกมาก)

>>>  นิกายใหญ่ๆที่มีอิทธิพลและมีอภิธรรมปิฎกที่ไม่ซ้ำกับของใคร ก็คือ นิกายเถรวาท   

นิกายมหาสังฆิกะ นิกายโคกุลิกะ  นิกายสรวาสติวาทิน นิกายวัชชีบุตร นิกายเถรวาท

ซึ่งเอาภาษาบาลีเป็นภาษาถ่ายทอดพระพุทธวจนะ   ก็ยังมีอภิธรรม 7 ปกรณ์ไม่เหมือนของนิกายอื่นๆ


>>>  นักอภิธรรมคนไทยบางท่าน ก็เห็นอภิธรรมปิฎกวิเศษสุดปิฎกเดียว ถึงกับกล่าวว่าถ้าผู้ใด

ไม่ได้เรียนรู้อภิธรรม เป็นไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้

ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่า ท่านผู้มีความเห็นอย่างนี้ควรสมัครเป็นลูกศิษย์นิกายโคกุลิกะ 

น่าเสียใจที่ว่านิกายโคกุลิกะ สาบสูญเลิกล้มไปแล้วช้านาน เห็นจะเป็นเพราะเอาอภิธรรมเป็นสรณะนี่เอง

เลยถูกนิกายอื่นๆเขม่นเอาจนไม่มีใครเลื่อมใส


>>>  ส่วนอภิธรรมปิฎกของนิกายสรวาสตวาทิน (ใช้ภาษาสันสกฤตแทนภาษาบาลี) บอกไว้ว่า

เป็นรจนาของพระมหาสาวกที่มีชีวิตอยู่  ครั้งพุทธกาลและหลังพุทธกาลหลายร้อยปี (คุณเสถียร

บอกรายชื่อพระอาจารย์ที่แต่งคัมภีร์อภิธรรม เล่มนั้นเล่มนี้)

นิกายสรวาสติวาทินเกิดมีขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 2 ก่อนทำตติยสังคายนา (ในราว พ.ศ.236) ยัง

ยอมรับว่าอภิธรรมปิฎกเป็นรจนาของพระมหาสาวก  และมีการรจนาเพิ่มเติมมาเรื่อยๆ

จนถึงยุคพุทธศตวรรษที่ 6 จึงสำเร็จเป็นปิฎก

หนึ่งโดยเอกเทศ เรียกว่า  “สัตตัปปกรณะ” หรือ สดับปกรณ์ แปลว่า ปกรณ์ทั้ง 7


>>>ถ้าอภิธรรมปิฎกจะเป็นพุทธพจน์แล้ว นิกายเหล่านี้จะต้องเรียกชื่อตรงกัน  และจะต้องเป็น

คัมภีร์เดียวกัน

นับถือบูชาร่วมกัน   นี่กลับเป็นว่าต่างนิกายต่างมีอภิธรรมของตนไม่ตรงกัน

ผิดกับสุตตันตปิฎก และพระวินัยปิฎก ซึ่งมีลักษณะตรงกันในทุกนิกาย
(จะผิดกันก็เรื่องปลีกย่อยเล็กน้อยและเป็นเรื่องไม่สำคัญ)

**************************************************

>>>  นี่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าอภิธรรมปิฎกมิใช่เป็นพุทธพจน์

เพราะหากใช่แล้วต่างนิกายต้องรับรองนับถือเหมือนกัน เช่น พระสูตร กับ พระวินัย  <<<

ธรรมภูต:
8. นอกจากนี้ หลักฐานยังยืนยันอีกคือ วิธีการจัดระเบียบธรรมะในอภิธรรมของแต่ละนิกายก็

ผิดแผกกัน

(คุณเสถียรแสดงตัวอย่างให้ไว้อย่างละเอียด) ถ้าหากอภิธรรมปิฎกจักเป็นพุทธพจน์แล้ว การจัดแบ่ง

จิต เจตสิก

ฯลฯ    ซึ่งเป็นเรื่องหัวข้อธรรมะจะไม่แตกต่างกันจนเห็นชัด

ธรรมภูต:
9.นอกจากนี้แล้ว ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 2 ถึง 5 ได้มีพุทธศาสนานิกายหนึ่ง เรียกตนเองว่า “สุ

ตตวาที”

ในภาษาบาลีนิกายนี้ไม่ยอมรับอภิธรรมปิฎกเป็นพุทธพจน์  อ้างเหตุผลว่า


>>>  อภิธรรมเป็นงานรจนาของพระคันถรจนาจารย์เท่านั้น ฉะนั้น นิกายนี้จึงเผยแผ่แต่เฉพาะ

สุตตันตปิฎก

ถือเอาพระสูตรเป็นปทัฏฐานโดยไม่นำพากับอภิธรรมเลย นี่ก็บ่งให้เห็นอยู่โต้งๆว่า

การปฏิเสธอภิธรรมมิได้เป็นของใหม่ หากได้มีผู้ปฏิเสธมาตั้งแต่หลังพุทธกาลเพียง 200ปี

ธรรมภูต:
10. แม้ภายหลังที่เกิดลัทธิพระพุทธศาสนามหายานขึ้น

ฝ่ายมหายานก็รับว่าอภิธรรมเป็นรจนาของพระคันถรจนาจารย์ ดังเช่นที่ คัมภีร์อภิธรรมฝ่ายนิกาย

สรวาสติวาทินว่า

ถึงแม้จะอ้างนามของพระมหาสาวกบางรูปว่าเป็นเจ้าของคัมภีร์ก็จริง 

แต่ข้าพเจ้าไม่มีข้อกังขาเลยว่าคัมภีร์นั้นๆได้ถูกเพิ่มเติมเสริมแต่งอะไรๆลงไปบ้างไม่มากก็น้อย

อภิธรรมจึงยากขึ้นๆ  พิสดารมากขึ้นโดยลำดับ เต็มไปด้วยทฤษฎีหรือกฎเกณฑ์ใหม่ๆ และยังเต็ม

ไปด้วย

ศัพท์เทคนิคพิเศษมากมาย ทั้งนี้โดยวัตถุประสงค์อันเดียวร่วมกันคือ

อธิบายกฎแห่ง อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาของ พระพุทธองค์ให้ละเอียดสุดที่จะละเอียดได้

อภิธรรมจึงเหมือนกับตำราแยกธาตุผสมธาตุเล่มมหึมา เลยทำให้ต้องใช้เวลาศึกษาช้านาน

และผู้ที่จะเก่งในอภิธรรมก็ต้องมีความจำที่แม่นยำมาก เพราะต้องท่องจำศัพท์เทคนิคซึ่งบัญญัติขึ้น

เพื่อเรียกสภาวธรรมแต่ละหมวดอีก ทั้งรูป ทั้งนาม มากมาย


>>>ฉะนั้น อภิธรรมจึงเหมาะเฉพาะผู้มีเวลาว่าง เรียนไว้ประดับปัญญา และสำหรับขบคิดธรรมะ

ขั้นปรมัตถ์

เท่านั้น   ถ้าปรารถนาปฏิบัติธรรมเพื่อล่วงทุกข์ หรือนำธรรมะมาประยุกต์กับความเป็นอยู่ประจำวัน

แล้ว

ข้าพเจ้าขอแนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อภิธรรมปิฎกเลย เอาเพียงศึกษาขั้นสุตตันตปิฎก และ

เลือกศึกษาพระ

สูตรสำคัญๆ  ที่เกื้อกูลแก่การปฏิบัติอย่างละเอียดก็เพียงพอแล้ว รวมความว่า

******************************************************************

>>>   อภิธรรมปิฎกเอามาจากพุทธภาษิตเฉพาะบางส่วนของมาติกา และเป็นคำอธิบายธรรมะ

บางแห่ง

ส่วนใหญ่เป็นของคันถรจนาจารย์ แต่งขยายพุทธพจน์ตามแนวพุทธมติ   

และบางแห่งได้แทรกกฎเกณฑ์ใหม่ๆขึ้น รวมทั้งบัญญัติศัพท์ใหม่ๆขึ้น

การแต่งนั้นแต่งกันหลายท่านเหมือนกับการสอบนักธรรม  มีการแต่งแก้กระทู้ธรรม

ตัวกระทู้ธรรมเป็นพุทธภาษิต แต่คำอธิบายกระทู้เป็นของอาจารย์รุ่นหลังๆทั้งหลาย

ธรรมภูต:
หมายเหตุ
ในหนังสือธรรมะแหวกแนว ขององค์การฟื้นฟูพุทธศาสนา

ท่านพุทธทาสได้อธิบายได้ความว่า อภิธรรมไม่ใช่พุทธพจน์โดยแสดงเหตุผลไว้มาก

จนพวกอภิธรรมไม่มีทางที่จะค้านได้เลย จึงโกรธเคืองและพยาบาทท่านพุทธทาสตั้งแต่นั้นมา

********************************************************

>>>  แม้เมื่อคุณเสถียรออกหนังสือเปิดเผยว่า อภิธรรมมิใช่พุทธพจน์ พวกอภิธรรมก็ไม่กล้าโต้

ตอบ

เพราะมันเป็นความจริงที่เถียงไม่ขึ้น

และคุณเสถียรก็เป็นปราชญ์หนุ่มภูมิแน่นกว่าพวกอภิธรรมบ้าน้ำลายทั้งหลาย  <<<

****************************************************

คัดจากบทความของนายปุ่น จงประเสริฐ ซึ่งย่อจากคำบรรยายของนายเสถียร โพธินันทะ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว

Go to full version