ผู้เขียน หัวข้อ: ดัง-ตินันท์ โสดาบัน วิสัชนา  (อ่าน 2088 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

mes

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1150
  • ได้รับการอนุโมทนา 6
ดัง-ตินันท์ โสดาบัน วิสัชนา
« เมื่อ: มีนาคม 09, 2011, 10:07:13 am »
http://board.palungjit.com/f14/%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%A4%E0%B8%93-%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C-160079.html

"ดังตฤณ"

^
^
^

) เอาเป็นอย่างนี้ดีกว่า ดึงมาจากคำตอบข้อแรก เอาเป็นว่าพวกท่านเห็นนิพพาน เกิดภาวะเปลี่ยนแปลงฉับพลันทางจิตที่ไม่ธรรมดา ขณะเกิดผลญาณเองจิตก็อยู่ในภาวะเหนือรู้ในระนาบเดียวกับนิพพาน ว่างยิ่งกว่าอนันตภาพของความว่าง เป็นความไร้แสงที่เหนือกว่าความสว่างของแสงทุกชนิด และเมื่อจบกระบวนการอันวิเศษนั้นแล้ว ก็เกิด "จิตบอก" ซึ่งเหมือนๆกันทุกรายนับแต่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ กระทั่งถึงสมัยที่คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อเรื่องนิพพาน เห็นนิพพานเป็นเรื่องหลอก เรื่องหากินทุกวันนี้

ภาวะของ "จิตบอก" นั้น เป็นที่คนทั้งหลายสงสัยกันมาแต่ไหนแต่ไร เอ๊ะคนถึงแล้วเขารู้กันได้อย่างไร มันเกิดภาวะยังไงถึงเรียกว่ารู้แน่ รู้จริง เป็นของจริง ไม่ใช่อุปาทานโมเมเอา?

ตรงนี้แหละครับเรื่องยากที่สุด คนถึงแล้ว ต่อให้อธิบายเก่งแค่ไหน ก็ให้ความมั่นใจกับคนยังไม่ถึงไม่ได้หรอก ยิ่งจะให้แสดงว่า "ตอนนั้น" จิตบอกอย่างไรถึงเชื่อจิต

เพราะฉะนั้นขอเน้นซ้ำตรงจุดที่ควรจะเน้น นั่นคือภาวะของมรรคผลนั้น "เปิด" ให้เห็นระนาบธรรมชาติชนิดที่เป็นนิพพานเป็นครั้งแรก เมื่อเห็นมหาสมุทรสุญญตานั้นแล้ว จะไม่สงสัยอีกเลยว่านิพพานมีจริงหรือเปล่า

อีกประการหนึ่งเมื่อเกิดมรรคผลนิพพาน ภาวะจิตใจของผู้ถึงจะเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เช่นรักความสะอาดของจิต จิตห้ามเจตนาเดิมๆที่จะล้ำกรอบศีลห้า ฯลฯ ตรงตามบัญญัติว่าด้วยการตัดสังโยชน์ทุกประการ ไม่ใช่เรื่องกุ เรื่องเหลวไหลเลย

ส่วนที่ว่า "จิตบอก" อย่างไรนั้น ขอให้เป็นเรื่องของปัจจัตตังครับ ถึงเองรู้เองว่าเป็นอย่างไร

4) ใครอยากดูว่าตัวเองมีบารมีในการบรรลุมรรคผลนิพพานหรือเปล่า ก็สำรวจจากจิตในขณะปัจจุบันครับ
- มีความผ่องใสหรือเปล่า
- มีความตั้งมั่น เฝ้าดูความเปลี่ยนแปลงทางกายนี้ จิตนี้ ความคิดนี้ของตัวเองหรือเปล่า (ไม่ต้องสร้างนิมิตเสริมอุปาทานอะไรขึ้นมาทั้งนั้น เอาของจริงที่ปรากฏอยู่เดี๋ยวนี้)
ขอแค่คร่าวๆสองข้อนี้ ถ้ามีอยู่ในตัว และกำลังอ่านบรรทัดนี้ (ซึ่งแปลว่ารู้จักพุทธศาสนา มีศักยภาพในการศึกษาพระไตรปิฎกของแท้แน่ๆ) ก็แปลว่าเรามีบารมีพอจะบรรลุมรรคผลแน่นอนครับ ด้วยศักยภาพของมนุษย์นี้แหละ ส่วนเรื่องต้องสั่งสมบุญจากชาติปางก่อนแต่ไรมา ทิ้งไว้เสีย อย่าไปสนใจเลย พิสูจน์ไม่ได้ง่ายๆ ขอแค่กำลังอ่านบรรทัดนี้ มีใจมุ่งมั่นปรารถนาไปให้ถึงความดับสนิทของกิเลส เป็นอันใช้ได้แล้ว

5) เรื่องที่ (ดูเหมือน) ไม่ยุติธรรมนั้น มีอะไรมากกว่านั้นเยอะครับ พี่สันตินันท์เคยเล่าให้ผมฟังว่าพระธุดงค์องค์หนึ่ง ปฏิบัติดี รักษาศีลมาตลอด แต่ตอนใกล้ตายในป่าเกิดอุปฆาตกรรมแทรก คือตายเพราะขาดอาหาร ตายในขณะหิวจัด ซึ่งจิตแบบนั้นทำให้ต้องไปเกิดเป็นเปรต (แต่ยังโชคดีหน่อย ถึงเกิดในภูมิต่ำ แต่บารมีธรรมสูงพอจะให้มีความสุข มีแสงโอภาสคล้ายเทวดา)

สังสารวัฏน่ากลัวและไม่มีใบหน้ายิ้มปรานียื่นมาให้เราหรอกครับ จับพลัดจับผลูกันเอาเอง เคราะห์ดีใกล้ตายใจกำลังเป็นกุศลก็โชคดีไป ส่วนโชคร้ายใจเป็นอกุศล จะด้วยเหตุใดๆก็ตาม ก็ไม่มีใครร่วมแสดงความเสียใจกับปรภพของเราเลยนอกจากเราเองผู้เสวยวิบาก

มีคนเคยคิดกันมากว่าถ้าอย่างนี้ไม่ต้องทำบุญหรอก ทั้งชาติน่ะ ไปทำใจเอาตอนใกล้ตายก็พอ คิดอย่างนี้เสร็จเลยครับ เสร็จตั้งแต่ตอนคิดนั่นแหละ จัดเป็นกรรมหนักฝ่ายอกุศลชนิดหนึ่ง เพราะพอเชื่อเช่นนั้นก็ทอดหุ่ย อยากทำอะไรก็ทำ เตรียมๆแค่จะนึกถึงพระอรหันต์ก่อนตาย ข้าพเจ้าคงเกาะชายผ้าเหลืองในจินตนาการเหาะขึ้นสวรรค์เป็นแน่

ความจริงกระบวนการตอนจิตใกล้ดับนั้น ไม่ราบรื่น เป็นไปตามอำเภอใจเหมือนตอนกำลังคิดได้ พูดได้ปกติอย่างวินาทีนี้

ถ้าจะถามหาความยุติธรรมในสังสารวัฏ ต้องถามหาจากตัวเองครับ ที่กำลังเป็นภพนี้ ภูมินี้ ร่างมนุษย์นี้ ทำจิตให้เป็นกุศลอย่างต่อเนื่อง ให้ทาน ทั้งทรัพยทาน อภัยทาน วิทยาทาน และธรรมทาน เหตุการณ์ดีร้ายในโลกล้วนปรุงแต่งเหมือนมีเจตนาลากคนลงนรกเกือบทั้งสิ้น สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่าคนไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉานนั้นมากเหมือนขนโค ส่วนที่ไปเกิดบนสวรรค์หรือกลับมาเป็นมนุษย์อีกนั้น น้อยเหมือนเขาโค ไม่ใช่เรื่องหลอกอีกเหมือนกัน เท่าที่ผมฟังพระป่าที่ท่านปฏิบัติและระลึกชาติได้จริงๆ ท่านจะไม่ค่อยเล่าเรื่องดีๆนะครับ บางองค์ (อย่าขอให้เอ่ยชื่อท่านเลย) กล่าวว่าท่านเป็นสุนัขมานับหมื่นชาติติดต่อกัน บางองค์บอกว่าเมื่อชาติใกล้ท่านเพิ่งเป็นไก่ ฯลฯ



 


คนจิตปกติไม่กล้ากล่าวเช่นนี้แน่

นอกจากจะมีเจตนาหลอกให้คนเข้าใจว่าตนและเพื่อนบรรลุอริยะบุคคลแล้ว

เนื้อหายังโกหกทั้งเพ

เห็นได้ชัดเจนว่า  หยิบเอาเนื้อหาจากพระไตรปิฎกมาปรู่งแต่งให้เหมือนกับประสพการณ์ปฎิบัติธรรมของตน

คนที่ปฎิบัติธรรมารู้ดีว่า

ไม่มีหรอกครับ  ญาณ  หรือ  (จิตบอก ตามที่อ้าง)  จะเกิดขึ้นชัดเจนอย่างนั้น  ตามที่อธิบายเป็นฉากๆ

แท้จริง  การกำหนดรู้หรือปริญญาจะเกิดขึ้นช้าๆ  แรกๆนั้นหมือนความฝัน  และค่อยๆชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ  จนในที่สูด   แม้ในทุกขณะที่เกิดสมาธิก็จะกำหนดรู้

แต่ ที่น่กลัวคือ  บางครั้งไม่ใช่ปริญญา  แต่เป็นการปรู่งแต่ง

กระบวนการอาศัยเวลานาน  ตามพื้นฐานของแต่ละคน

ผมกราบขออนุญาตเป็นพิเศษกับทุกท่านในเวปนี้เพื่อเปิดคลุมโปงของดังตฤณ  สันตินันท์  โปรดอย่าถือสาว่าเป็นการโอ้อวดของกระผม

 

mes

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1150
  • ได้รับการอนุโมทนา 6
Re: ดัง-ตินันท์ โสดาบัน วิสัชนา
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มีนาคม 09, 2011, 10:12:50 am »
..................


อีกเรื่องหนึ่งที่คุณดังตฤณเล่าเรื่องเปรตพระ หรือภิกษุเปรตนั้น ที่จริงผมเจตนาเล่าให้คุณดังตฤณฟังคนเดียว ไม่คิดว่าจะนำมาเล่าต่อ เพราะสิ่งเหล่านี้เรารู้เห็นเฉพาะตัว ไม่มีพยานรู้เห็นด้วย ถึงนำมาเล่าก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เป็นเรื่องที่มีคุณเจอด้วยโทษ แต่ไหนๆ ก็นำมาเล่าแล้ว ก็อยากเพิ่มเติมให้พวกเราทราบว่า กระทั่งพระธุดงค์ที่รักษาศีลอันดี แต่ท่านหลงป่า เกิดความหิวกระหายอย่างยิ่ง แล้วดับลงในขณะที่จิตเกิดโลภะอย่างแรงในอาหาร กรรมชั่วเพียงขณะนั้น ส่งให้ท่านไปเกิดเป็นเปรต เดินท่อมๆ อยู่ในป่าก่อนจะถึงเชียงราย ท่านมีรูปกายที่ผ่องใสงดงามมากด้วยอำนาจศีลของท่าน แต่จิตที่ติดข้องนั้น บันดาลให้ท่านยังเดินท่อมๆ ด้วยกายที่สูงเทียมภูเขา แต่ท่านรู้สึกเหมือนกายท่านเท่าคนธรรมดานี้ และยังเดินเที่ยวหาทางออกจากป่าอยู่

กลไกการทำงานของจิตนั้นละเอียดอ่อน ลึกซึ้งและเที่ยงธรรมมากครับ ไม่มีข้อยกเว้นเพราะเห็นแก่หน้าใครๆ ทั้งสิ้น สำหรับเรื่องที่เล่ามานี้ ขอให้ฟังเล่นๆ ก็พอครับ อย่าจริงจังกับเรื่องราว แต่พยายามทำความเข้าใจกับเนื้อหา จะเกิดประโยชน์มากกว่าครับ


 
โดยคุณ : สันตินันท์  - [10 เม.ย. 2542 22:24:22]

ผมว่าเรื่องนี้  สันตินันท์  แหกตาชาวบ้าน

เรื่องแหกตาแนวนี้  หาอ่านได้ตามแผงหนังสือสลายกรรมของพ่อมดแม่มดแห่งวงการขมิ้นขาว

orchid

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 621
  • ได้รับการอนุโมทนา 6
Re: ดัง-ตินันท์ โสดาบัน วิสัชนา
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มีนาคม 09, 2011, 10:26:08 am »
เรื่องพระไปเกิดเป็นเปรต  น่าจะเอามาจากพระไตรปิฎกเรื่องที่ภิกษุได้จีวรมาใหม่แล้วหวงจีวรนั้นมาก ตายแล้วไปเกิดเป็นเลนเกาะอยู่บนผ้า

ติงนังกับ ป.ม. ร่วมมือกันโฆษณารับรองกันและกันมานาน สร้างชื่อขึ้นมาได้จนทุกวันนี้ แต่ความชั่วย่อมทนอยู่ไม่ได้นาน ความลับไม่มีในโลก ในที่สุดก็ต้องถูกเปิดโปง ซ้ำยังแตกคอกันเองด้วย ป.ม. ประกาศปลดติงนังออกจากโซดา  ส่วนโซดาก็ตีกรรเชียงหนีไปแบบนิ่มๆ ทั้งๆ ที่เพิ่งเขียนบทความกล้องติงต๊องช่วย ป.ม.

เมื่อก่อนเราโง่หลงเชื่อพวกนี้เข้าไปได้ยังไงนะ  shy.

mes

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1150
  • ได้รับการอนุโมทนา 6
Re: ดัง-ตินันท์ โสดาบัน วิสัชนา
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มีนาคม 09, 2011, 10:26:43 am »
คำถามที่ว่าผู้ได้โสดาบันแล้ว รู้ตัวหรือไม่ว่าได้โสดาบัน และคุณดังตฤณ กล่าวถึงเรื่อง จิตบอก นั้น ที่จริงจิตไม่ได้บอกว่า "เอ้า ตอนนี้เธอได้พระโสดาบันแล้วนะ" แต่มันเป็นภาวะที่ต่อจากผลญาณ คือหลังผลญาณ จิตจะรวมลงภวังค์นิดหนึ่งแล้วมีสัญญาเกิดขึ้น จากนั้นมันจะทวนถึงเรื่องที่เพ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ นับแต่การเกิดมรรค ซึ่งมรรคได้ประหารสิ่งห่อจิตที่บริสุทธิ์ให้แหวกออก จนธรรมชาติบริสุทธิ์ล้วนๆ ได้แสดงตัวออกมา 2 - 3 ขณะ รู้ชัดว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นล้วนดับไปทั้งสิ้น และมีเพียงธรรมชาติที่พ้นจากความปรุงแต่งอยู่จริงๆ ซึ่งไม่มีความเป็นอัตตาตัวตนใดๆ แม้แต่น้อยหนึ่ง จิตนับแต่นี้ไป ไม่มีความหลงผิดอีกแล้วว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้แต่จิตเอง รวมทั้งนิพพาน จะเป็นตัวตนของตนขึ้นมาได้อีก และจิตรู้อีกว่า เมื่อผ่านมรรคผลไปแล้ว จิตก็กลับถูกอวิชชาตัณหาอุปาทานห่อหุ้มคลุมบังไว้อีก กิจที่ยังต้องต่อสู้ยังมีอยู่อีก

ที่ว่าจิตบอกนั้น มีอาการและสิ่งที่บอก ดังที่เล่ามานี้ครับ ทางปริยัติท่านเรียกว่าปัจจเวกขณญาณ สรุปแล้วจิตไม่ได้บอกว่าเธอได้โสดาบัน แต่ทวนให้รู้ถึงสภาวธรรม 5 ประการคือ มรรค ผล นิพพา กิลเสที่ละแล้ว และกิเลสที่เหลืออยู่

บางท่านไม่เคยเรียนปริยัติ จิตจะรู้สภาวะเท่านั้น จึงเรียกไม่ถูกว่าอันนี้มรรค อันนี้ผล อันนี้นิพพาน อันนี้เรียกว่าโสดาบัน เพียงแต่จิตเข้าถึงความบริสุทธิ์ และรู้ เท่านั้นเอง ไม่สามารถบัญญัติชื่อออกมาได้ และตรงนี้แหละครับ ที่ทำให้บางท่านเล่าว่า มรรคเป็นอย่างนี้ ผลเป็นอย่างนี้ แล้วเหลื่อมๆ กับปริยัติ เพราะท่านเอาสภาวะจิตชุดหนึ่งมาแยกซอยออกไปเป็นช่วงๆ ว่าตรงนี้มรรค ตรงนี้ผล ตรงนี้ปัจจเวกขณะ แต่การแบ่งซอยของท่านไม่ตรงตำรานัก ทั้งที่สิ่งนั้น ก็เป็นสิ่งเดียวกันนั่นเอง อย่างไรก็ตาม บางครั้งตำราที่ดูละเอียดอย่างยิ่งนั้น ก็ยังข้ามภาวะบางอย่างไปบ้าง แล้วไปขยายความละเอียดในอีกบางจุดที่ผู้ปฏิบัติท่านนั้นผ่านข้ามไปในแว้บเดียว ก็เลยพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องระหว่างปริยัติกับปฏิบัติในบางคราว

สรุปแล้ว มรรคผลนิพพานไม่ใช่ของพ้นสมัย ใครทำถูก คนนั้นก็ได้ครับ

 
โดยคุณ : สันตินันท์  - [11 เม.ย. 2542 07:42:11]

ผมเอการวาทฟันธงว่า  สันตินันท์โกหก

นิโรธหายไปไหน

ช่วยถามสันติน้นท์หน่อยว่า

ปรากฏการณ์ที่ฟ้าแลบเป็นแสงสีส้มทางทิศตะวันตก

ขณะที่เกิดพายุหมุนอย่างรุ่นแรงแต่ไม่ทำอันตรายผู้ใด  มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่คนบุคคลผู้หนึ่งอาศัยอยู้  ตรงบริเวณนั้นต่างจากรอบนอกคือมีพายุไม่รุนแรง 

มีความหมายว่าอะไร

นิโรธตอบปริศนาผมไม่ได้หลายข้อแล้วน่ะจ๊ะ


mes

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1150
  • ได้รับการอนุโมทนา 6
Re: ดัง-ตินันท์ โสดาบัน วิสัชนา
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มีนาคม 09, 2011, 10:31:11 am »
พอโพสต์เสร็จเห็นคุณดังตฤณมาเขียนถึงความไม่รู้ เห็นแล้วก็สะท้อนใจ เพราะความไม่รู้ของคนเรามันมากเสียเหลือเกิน เช่นไม่รู้อริยสัจจ์ จึงเห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนาไม่เต็มเปี่ยม ไม่มีทิพยจักษุ หรือจุตูปปาตญาณ ก็ไม่รู้จริงเกี่ยวกับความน่ากลัวของสังสารวัฏแบบถึงใจ ไม่มีเจโตปริยญาณ ก็ไม่รู้ว่าครูบาอาจารย์หรือพระที่เราเคารพนับถือนั้น เนื้อในเป็นทองคำหรือเป็นเนื้อเน่า

อ้อ.. มีข่าวอยากจะบอกพวกเราว่า ตอนนี้หมดนิกร ยันตระ ภาวนา ฯลฯ ก็เริ่มมีสินค้าตัวใหม่ที่กำลังปลุกปั่นขึ้นมาเป็นปรมาจารย์ใหม่อีกแล้ว เป็นพระหนุ่ม ตั้งตัวเป็นหลวงปู่ โดยชอบกล่าวให้น่าเคลือบแคลงว่าตนมีอายุมาก มากกว่าหลวงปู่แหวนขนาดหลวงปู่แหวนเรียกว่าอาจารย์ปู่ ผมเพิ่งพบท่านผู้นี้เมื่อวันที่ 8 เมษายนนี้เอง เพราะที่ทำงานเขานิมนต์มา

พอมาถึงท่านก็จัดการแผ่เมตตาอย่างแรง แสดงพลังจิตที่เข้มแข็งมากทีเดียวเกิดกระแสความเย็นที่แผ่กว้างเพื่อให้คนนับร้อยมีความสุขและยอมรับท่าน ถัดจากนั้นก็ใช้พลังสะกดคนให้เชื่อฟัง แสดงพลังไป แอบชำเลืองผมไปเป็นระยะๆ เพราะของอย่างนี้มันดูกันออก ผมไม่อยากมีปัญหาก็เลยออกจากที่ประชุมนั้น ปล่อยท่านแสดงของท่านไป ซึ่งก็มีการจัดฉาก ท่านพาลูกศิษย์มาเป็นคนปุจฉา ท่านเป็นผู้วิสัชชนา ประมาณ 2 ชั่วโมงผมกลับลงไปดูใหม่ คราวนี้ลายเสือของท่านหมดไปแล้ว เพราะใช้พลังจิตมากเกินตัว จิตใจกระเพื่อมไหว กระเจิดกระเจิง ไม่กล้าสบตาอีกแล้ว

ไม่รู้จะเตือนให้ชัดกว่านี้ได้อย่างไรครับ พูดมากเกินไปก็ไม่ดี ไม่พูดเลยก็คงมีคนตกเป็นเหยื่อของเขาต่อไป เข้ารอยเดิมที่เคยเชื่อยันตระ ฯลฯ มาแล้วนั่นเอง

 
โดยคุณ : สันตินันท์  - [11 เม.ย. 2542 08:46:41]

ใช่ปราโมทย์  ไหมเอ่ย

hangman

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2372
  • ได้รับการอนุโมทนา 23
Re: ดัง-ตินันท์ โสดาบัน วิสัชนา
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: มีนาคม 09, 2011, 10:35:43 am »
ดังติน กับ สันตินันท์ สองคนรวมกันมีความรู้เพียงแค่เถ้าธุลี

hangman

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2372
  • ได้รับการอนุโมทนา 23
Re: ดัง-ตินันท์ โสดาบัน วิสัชนา
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: มีนาคม 09, 2011, 11:01:21 am »
รู้สึกสันตินันท์จะอวดตนว่ามีอำนาจจิตตั้งแต่สมัยไหนแล้วนี่ ถ้าบอกว่าใครมีอำนาจจิตแค่ไหนตนก็ไม่สะทกสะท้าน แต่รู้สึกว่าสันตินันท์ เปลื่ยนมาเป็น ปราโมทย์โชว์ จะแพ้อำนาจเงินและกิเลสตัญหานะ แพ้อำนาจจิตใจของตนเอง เปรียบเหมือนน้ำท่วมมิดหัวแล้ว

คนในโลกนี้มีหลายร้อยจำพวก จำพวกหนึ่งในหลายร้อยจำพวกคือ คิดว่าตนดีกว่าเค้า ไม่เลวไปอย่างใครเค้า คือถือตัวถือตนว่าเลิศกว่าใครเค้า เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นมานั้น ตนเองย่อมเหลือรอด  เพราะตนเกิดมาแล้วมีความพยายามที่จะอยู่เหนือคนอื่นเค้า โดยมีตนเป็นที่ตั่ง

จิตเกิดอวิชาหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า ดูจิต ซึ่งเหนือกว่าวิชาดูจิตที่แท้จริงของอริยะเจ้า ถึงมีชื่อเหมือนกัน แต่วิธีการนั้นต่างกันมาก

วิชาดูจิตนี้ อลัทชีเป็นผู้ให้กำเนิดใหม่ จากความคิดค้นจากตำราและคำสอนของพระอริยะเจ้า นำมาผสมผสารกัน จึงเป็นอวิชา ที่ทำให้จิตผู้ปฏิบัติไปนั้นลุ่มหลงได้ง่าย เพราะขาดเหตุให้การสร้างผลอย่างแท้จริง ย่อมนำให้หลงธรรมรมณ์ต่างๆ เป็นหลงซ้อนหลงเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง

อวิชานี้ ถูกนำมากล่าวอ้างในเข้ากับธรรมทั้งหลายของพระพุทธเจ้า และปรับให้เข้ากับพุทธพจน์ เพื่อเสริมสร้างอวิชานี้ให้แพร่หลายให้เป็นที่ยอมรับ

อลัทชีนี้จึงได้ชื่อว่า เป็นผู้กล่าวตู่พระพุทธเจ้า อย่างแท้จริง และเมื่อการกล่าวตู่นี้เป็นผลนำมาซึ่งการกล่าวคำสรรเสริญ และลาภสักการะ นั่นย่อมเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า ยอดมหาโจน

abacus

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 181
  • ได้รับการอนุโมทนา 2
Re: ดัง-ตินันท์ โสดาบัน วิสัชนา
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: มีนาคม 10, 2011, 10:09:44 am »
พอมาถึงท่านก็จัดการแผ่เมตตาอย่างแรง แสดงพลังจิตที่เข้มแข็งมากทีเดียวเกิดกระแสความเย็นที่แผ่กว้างเพื่อให้คนนับร้อยมีความสุขและยอมรับท่าน ถัดจากนั้นก็ใช้พลังสะกดคนให้เชื่อฟัง แสดงพลังไป แอบชำเลืองผมไปเป็นระยะๆ เพราะของอย่างนี้มันดูกันออก ผมไม่อยากมีปัญหาก็เลยออกจากที่ประชุมนั้น ปล่อยท่านแสดงของท่านไป ซึ่งก็มีการจัดฉาก ท่านพาลูกศิษย์มาเป็นคนปุจฉา ท่านเป็นผู้วิสัชชนา ประมาณ 2 ชั่วโมงผมกลับลงไปดูใหม่ คราวนี้ลายเสือของท่านหมดไปแล้ว เพราะใช้พลังจิตมากเกินตัว จิตใจกระเพื่อมไหว กระเจิดกระเจิง ไม่กล้าสบตาอีกแล้ว

ไม่รู้จะเตือนให้ชัดกว่านี้ได้อย่างไรครับ พูดมากเกินไปก็ไม่ดี ไม่พูดเลยก็คงมีคนตกเป็นเหยื่อของเขาต่อไป เข้ารอยเดิมที่เคยเชื่อยันตระ ฯลฯ มาแล้วนั่นเอง

 
โดยคุณ : สันตินันท์  - [11 เม.ย. 2542 08:46:41]

ใช่ปราโมทย์  ไหมเอ่ย


ประสาทหรือเปล่า ตัวเองเป็นใครเหรอหลวงปู่ต้องแอบชำเลืองด้วย แล้วตอนหลังไม่กล้าสบตา เออ อยากให้คนที่ข้องใจในเรื่องพฤติกรรมและคำสอนพระปราโมทย์ไปถามหาคำตอบ
ปราโมทย์กล้าสบตาไหม กล้าหรือเปล่า

Bird of Paradise

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 875
  • ได้รับการอนุโมทนา 24
  • นักรบ ต้องเป็นผู้กล้าหาญต่อความจริง -หลวงปู่มหาบัว
Re: ดัง-ตินันท์ โสดาบัน วิสัชนา
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: มีนาคม 10, 2011, 02:47:47 pm »
พอโพสต์เสร็จเห็นคุณดังตฤณมาเขียนถึงความไม่รู้ เห็นแล้วก็สะท้อนใจ เพราะความไม่รู้ของคนเรามันมากเสียเหลือเกิน เช่นไม่รู้อริยสัจจ์ จึงเห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนาไม่เต็มเปี่ยม ไม่มีทิพยจักษุ หรือจุตูปปาตญาณ ก็ไม่รู้จริงเกี่ยวกับความน่ากลัวของสังสารวัฏแบบถึงใจ ไม่มีเจโตปริยญาณ ก็ไม่รู้ว่าครูบาอาจารย์หรือพระที่เราเคารพนับถือนั้น เนื้อในเป็นทองคำหรือเป็นเนื้อเน่า

อ้อ.. มีข่าวอยากจะบอกพวกเราว่า ตอนนี้หมดนิกร ยันตระ ภาวนา ฯลฯ ก็เริ่มมีสินค้าตัวใหม่ที่กำลังปลุกปั่นขึ้นมาเป็นปรมาจารย์ใหม่อีกแล้ว เป็นพระหนุ่ม ตั้งตัวเป็นหลวงปู่ โดยชอบกล่าวให้น่าเคลือบแคลงว่าตนมีอายุมาก มากกว่าหลวงปู่แหวนขนาดหลวงปู่แหวนเรียกว่าอาจารย์ปู่ ผมเพิ่งพบท่านผู้นี้เมื่อวันที่ 8 เมษายนนี้เอง เพราะที่ทำงานเขานิมนต์มา

พอมาถึงท่านก็จัดการแผ่เมตตาอย่างแรง แสดงพลังจิตที่เข้มแข็งมากทีเดียวเกิดกระแสความเย็นที่แผ่กว้างเพื่อให้คนนับร้อยมีความสุขและยอมรับท่าน ถัดจากนั้นก็ใช้พลังสะกดคนให้เชื่อฟัง แสดงพลังไป แอบชำเลืองผมไปเป็นระยะๆ เพราะของอย่างนี้มันดูกันออก ผมไม่อยากมีปัญหาก็เลยออกจากที่ประชุมนั้น ปล่อยท่านแสดงของท่านไป ซึ่งก็มีการจัดฉาก ท่านพาลูกศิษย์มาเป็นคนปุจฉา ท่านเป็นผู้วิสัชชนา ประมาณ 2 ชั่วโมงผมกลับลงไปดูใหม่ คราวนี้ลายเสือของท่านหมดไปแล้ว เพราะใช้พลังจิตมากเกินตัว จิตใจกระเพื่อมไหว กระเจิดกระเจิง ไม่กล้าสบตาอีกแล้ว

ไม่รู้จะเตือนให้ชัดกว่านี้ได้อย่างไรครับ พูดมากเกินไปก็ไม่ดี ไม่พูดเลยก็คงมีคนตกเป็นเหยื่อของเขาต่อไป เข้ารอยเดิมที่เคยเชื่อยันตระ ฯลฯ มาแล้วนั่นเอง

 
โดยคุณ : สันตินันท์  - [11 เม.ย. 2542 08:46:41]

ใช่ปราโมทย์  ไหมเอ่ย


ถ้าข่าวผมไม่ิผิด เขากล่าวถึง หลวงปู่พุทธอิสระ ครับ

ห๊า.... what the.  ปาราชิกโมทย์จอมกลับกลอก ตอนเป็นสันตินันท์ ทำเป็นด่า หลงปู่พุทฯ แต่เมื่อสักเดือนก่อนยังพูดจาหวานแหววชมเปาะหลงปู่นี้อยู่เรย เพราะหลวงปู่ astv นี้พูดจาดี ชม"ว่าที่โซดา อัดกระป๋อง" - ดร.อ๋ ...ซึ่งตรงใจปาราชิกโมทย์ที่อยากอวยโซดาให้หล่อนเต็มแก่ แต่กลัวเมียหึงพาลหอบเงิน 40 ล้านหนี เพราะ ดร.อ๋ เธอ เอ็กซ์ อึ๋ม น้ำยายไหยมั่กฮ่ะ รวยตายฮ่ะ โสดหมาดๆ ด้วยฮ่ะ หนุ่มแก่ๆ ที่สวนฯตาเหล่มาหลายคนแร้ว.. :P
ปาราชิกโมทย์เรียกเธอว์เข้าห้องน้อยบ่อยๆ ด้วยค้าบ แต่ยังไม่กล้าแจกโซดาค้าบ  :-*
ตกลงปาราชิกโมทย์เป็นกะทวยเซ็กส์เสื่อม หรือ บ้ากามไปอีกคนฟะ?
งงเฟ้ย นิโมทย์เฟ้ย... ;D

ฮี่ฮี่  ;D แร้วไอ้ที่ "ของอย่างนี้ มันดูกันออก" คือ หลงปู่นี้ มองออกว่าสันติโมทย์ ก้อ.. จอมลวงโลกใช่มะล่า ...ฮี่ฮี่
ผีย่อมเห็นผี ... kiki.
เปรตย่อมเห็นเปรต จกเงินพระศาสนาด้วยกัลล์.. shakehand.
จิตที่ฝึกฝนผิดทาง
ย่อมทำความเสียหายให้
ยิ่งกว่า...ศัตรูทำต่อศัตรู
หรือคนจองเวรทำต่อคนจองเวร.