กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 ... 10
11
จินตามยปัญญาชัดๆครับคุณสงสัย
12
ห้องฟรีสไตล์ / Re: แม่ชี-จอย..เปอร์เช่..กับอรหันต์ หลวงพ่อสรวง.
« กระทู้ล่าสุด โดย สงสัย เมื่อ กรกฎาคม 19, 2014, 08:50:59 am »
  เอาละซิ ชาวบ้านเขาไม่ยอม เมื่อวาน เจ้าโน๊ต ไบร์ทีวี เกาะติดแม่ชีเชอร์รี่ ให้ออกมาอธิบาย ทำให้ชาวบ้านเข้าใจ และเหตุใด หลวงปู่สรวงจึงเปลี่ยนไป ชาวบ้านไม่เชื่อเจ้าอาวาสแล้ว จะตามข่าวมารายงานเรื่อยๆครับ(ไม่ทราบหลวงปู่สรวงยังมีชีวิตอยู่ไหมครับ)
  ความเห็นส่วนตัว น่าจะใกล้หมดยุค  ยึดแต่ผ้าเหลืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่กราบพระพุทธรูป (หลวงพ่อเกษม..)คงจะเหลือแต่ "ธรรม" เท่านั้นที่ควรกราบครับ  :-*
13
   จากประสบการณ์ของผม บวกการฟังจากหลวงพ่อทูล..ผมอยากสรุปเฉพาะในส่วนตัวและความเห็นผมว่า สัมมาทิฏฐิ ควรเดินในชีวิตประจำวัน จะเกิดจะสร้างการตั้งใจมั่นใน เหตุและผล..ที่ใดมีความตั้งใจมั่นก็จะเกิดปัญญาตามติดมาอย่างแน่นอน สมาธิก็เกิด
  กรณีวิปัสสนา นั้นผมมองว่า คือการใช้ปัญญา ปล่อยวาง-คัดสรร โดยปัญญาอัตโนมัต (มีสติประกอบ)ที่เราคิดพิจราณา กลั่นกรองมาแล้วจากปริยัติ ฉนั้นจึงมีคำสอน กล่าวไว้ว่า วิปัสสนา ไม่ต้องคิด แต่คือการปล่อยวางอรมณ์..นี่จึงน่าจะสมเหตุ สมผลยิ่งนัก
  สมถะภาวนา(ห้ามใช้ความคิด)..เพราะเป็นการทำ-ฝึกสมาธิล้วนๆ
  วิปัสสนาภาวนา คือการที่คิดพิจราณา จนรู้-เข้าใจ ในปริยัติจนเกิดปัญญา ..ที่จะไม่ต้องอาศัยใช้ความคิดอีก แต่ใช้ปัญญานั้นเพื่อปล่อยวางอารมณ์ รู้เท่าทันอารมณ์ ให้ได้เท่านั้น..ท่านสมาชิกทุกท่าน ท่านธรรมภูติโปรดชี้แนะด้วย สาธุ bored. curious.
14
จิตปราศจากอารมณ์ = ตะเกียงเจ้าพายุ

มีนิพพาน เป็นอารมณ์ มีน้อย สะ้ เหมือน ไม่มี
อุปมา เหมือน น้ำมันที่ทาบาตร จะเทก็ไม่มีน้ำมัน แต่จะว่าไม่มีก็ไม่ได้ ดังที่เรียกว่า อนิจจสัญญา ก็ได้ เพราะ มันดับสลายอัตโนมัติ
^
^
อนิจจสัญญา คือจดจำว่านั่นไม่เที่ยง

สัญญา ยังไงก็ยังเป็นสัญญา ยังต้องคอยจำจดว่า"นั่นไม่เที่ยง"

ต่อเมื่อระลึกรู้(สติ)ได้แล้วอย่างแม่นยำ

ไม่ต้องจดจำอีกแล้ว การจดจำ(สัญญา)ได้ยังมีวันลิม

ส่วนการระลึกรู้ได้แล้ว ไม่ต้องกลัวว่าจะลืม

ทำอย่างไรถึงจะระลึกรู้ได้อย่างแม่นยำ

มีแต่การฝึกฝนอบรมภาวนากรรมฐานอย่างจริงจังเท่านั้น

รู้จักวางจิตลงที่ฐานที่ตั้งของสติ ได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ(พูดง่ายทำยาก)

ส่วนน้ำมันทาบาตร จะต้องเททำไม แค่หาผ้ามาเช็คก็เห็นน้ำมันแล้ว

ต้องรู้จักคิดที่จะวางปัญหา เพื่อนั่งสมาธิภาวนาให้ได้ผล

เหมือนสัญญา มี2สัญญา สัญญาที่จะยึด กับสัญญาที่จะปล่อย

แน่นอนเริ่มด้วยสัญญาเหมือนกัน แต่จบไม่เหมือนกัน

เจริญในธรรมทุกๆท่านสมควรแก่ธรรม

15
  อย่างไรก็ตาม การเห็นผิด จะคิดผิดและจะทำผิดด้วย ..การเห็นชอบในเบื้องต้นจึงสำคัญยิ่ง ซึ่งต้องใช้ปัญญานำก่อนเสมอไป-แล้วอยู่ๆมาสอนให้ไม่คิด ให้เลิกคิด มันค้านกันแบบหัวกับหางเลย ผมเจ็บใจจริงๆกับคำสอนผิดๆยังมีการอวย ข้ามภพข้ามชาติอีก
  ปัจจุบัน มันอวยกันให้ หันมากราบผ้าเหลือง แต่ไม่ดูคนห่มผ้าเหลืองว่าจะมีวัตรดีรึไม่..
อย่างนี้มันก็อวยกันได้อีก..สาทุด สุดสับสน จริงๆ bored. fighto.
16
อ้างถึง
การปล่อยวางอารมณ์ได้ นั่นก็คือการจับ อุเบกขาเป็นอารมณ์ เพียงถ่ายเดียว(เพราะต้องรู้สุข-ทุกข์ก่อนจึงจะหาอุเบกขารมณืพบเพื่อวางเป็น)..อารมณ์ อุเบกขานี่ เป็นอารมณ์นิพพานด้วยรึไม่ครับ
   อารมณ์อุเบกขา ใครจับได้ก็เท่ากับรู้เท่าทันเวทนาแล้วครับ..
   การรู้สุข-ทุกข์ แล้วมองเห็นอุเบกขา ใครจับอุเบกขาได้ก็เท่ากับ รู้เท่าทันเวทนา ใครรู้ทันเวทนา ก็สามารถแยก กายกับจิต เวทนาได้เช่นกัน..นี่หมายความว่าเราก็จะสามารถแยกขันธ์5..พร้อมกันไปได้ด้วย ตรรกะน่าจะเป็นเช่นนี้นะครับ สาธุ
ู^
^
ผมขอเขียนใหม่นะครับ

การปล่อยวางอารมณ์ได้ คือ"จิตที่ปราศจากอารมณ์ เป็นสภาวะอุเบกขาธรรม"อนารัมมณา=ปราศจากอารมณ์"(นิพพาน)

แม้มีอารมณ์เพียงนิด ก็เรียกว่าอุเบกขาธรรมไม่ได้ ต้องภาวนาจนกระทั่งจักสภาวะธรรม "รู้อยู่ที่รู้"

๕ือวางเฉยต่ออารมณ์(ปฏิเสธอารมณ์) หรือเรียกว่าอุเบกขาธรรม สติปาริสุทธิง มีสติกุมเฉยอยู่(ฌาน๔)

ปัจจุบัน นักคิดที่ฉลาดหลักแหลก มักฉวยเอาอารมณ์เฉยมาสอนกัน ที่เรียกว่าอารมณ์อุเบกขา มาเป็นสรณะ

ทั้งๆที่เป็นเฉยโง่ เป็นเฉยที่สร้างจากสัญญาอารมณ์ "รู้สึกเฉยๆ" ยังไม่ใช่"เฉย"ที่เกิดจากการปล่อยวางอารมณ์ได้จริง

โดยเฉพาะสุข-ทุกข์ เป็นสิ่งที่มนุษย์ปุถุชนคนทั่วไปมักติดข้องอยู่เสมอ ไม่มีใครไม่รู้จัก

การวางเฉย หรืออุเบกขาธรรม อยู่กับมันได้แต่ไม่ติดข้องในสุข-ทุกข์ทั้งหลายนั้น

การรู้ทันเวทนาเป็นเพียงแค่เบื้องต้นในการที่จะรู้จักแยกขันธ์๕เท่านั้น ยังเป็นผู้ประมาทอยู่

การปฏิบัติธรรมสมาธิกรรมฐานภาวนา เป็นพื้นฐานสำคัญในปล่อยวางขันธ์๕อย่างเด็ดขาด

เจริญในธรรมทุกๆท่านที่สมควรแก่ธรรม

 


  ที่สุด ผมก็วนกลับมาแยกขันธ์5..อีกครั้ง ทำจิตให้อยู่เหนือเวทนาให้ได้ เพื่อแยกขันธ์ต้องอดนอน ผ่อนอาหาร แล้วลองนั่ง 6โมงเย็น-6โมงเช้าดูสักที
   ท่านผ่านมาเฉยๆ กับ ท่านชื่อนี้ฯล..น่าจะทำได้นะครับ ผมเชียร์ อิอิ :-* kiki. kiki.



 
17
จิตปราศจากอารมณ์ = ตะเกียงเจ้าพายุ

มีนิพพาน เป็นอารมณ์ มีน้อย สะ้ เหมือน ไม่มี
อุปมา เหมือน น้ำมันที่ทาบาตร จะเทก็ไม่มีน้ำมัน แต่จะว่าไม่มีก็ไม่ได้ ดังที่เรียกว่า อนิจจสัญญา ก็ได้ เพราะ มันดับสลายอัตโนมัติ
ปัญหาคือ ทำยังไง มันต้องใช้ปัญญาใช่ไหมครับ :-*
18
ติดอุเบกขาก็ไปเป็นพรหมเท่านั้นเอง

  แค่เห็น ผมยังทำความรู้สึกพิจราณาไม่ทันเลย..ทำใจให้เป็นกลาง วางอารมณ์กลางๆ มันไม่ใช่ง่ายนะครับองค์ประกอบต้องเยอะมากๆขึ้นไปพักที่พรหมสัก1แสนปีแล้วลงมาสร้างบารมีใหม่ก็ไม่เลวนะหากเขาให้ขึ้น อิอิ :-*
19
โลกะธรรม สร้างเหตุ ได้ผล

อโลกะธรรม นอกเหจุ เหนือผล
20
จิตปราศจากอารมณ์ = ตะเกียงเจ้าพายุ

มีนิพพาน เป็นอารมณ์ มีน้อย สะ้ เหมือน ไม่มี
อุปมา เหมือน น้ำมันที่ทาบาตร จะเทก็ไม่มีน้ำมัน แต่จะว่าไม่มีก็ไม่ได้ ดังที่เรียกว่า อนิจจสัญญา ก็ได้ เพราะ มันดับสลายอัตโนมัติ
หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 ... 10